ยินดีต้อนรับท่านผู้มาเยือน www.thaicine.com เวบเพื่อนคนรักหนัง ท่านยังไม่ได้ log in นะครับ เข้าใช้งานระบบ / ลืมรหัสผ่าน

*** เข้าใช้งาน Board ใหม่ ***

รูป
ชีวิตหนังเร่
เจ้าของ
อ่าน
ตอบ
ผู้ตอบหลังสุด
-ชีวิตหนังเร่ภาค2
..
4248
301
.. 16/3/2555 23:42
-ลมหายใจ......ที่แผ่วเบา....ก็ถึงคราสุดท้าย..(หนังขายยาถ้วยทอง)
..
4220
22
.. 24/2/2555 17:05
-อนาคตของหนังกลางแปลง
..
4229
127
.. 31/1/2555 15:43
-แอ๊ด เทวดา ราชาหนังกลางแปลง
..
4374
32
.. 10/1/2555 15:37
-มีท่านใดได้ดูบ้าง
..
4209
10
.. 10/1/2555 10:01
-นกขมิ้นไฟล้อมผ้าวันออกพรรษา
..
4209
14
.. 3/11/2554 23:46
-ยิ่งใช้เวลา ความสิเหน่หายิ่งงอกบาน
..
4203
12
.. 5/10/2554 8:43
-เดอะลีเจ้น หนังล้อมผ้า
..
4211
11
.. 27/9/2554 9:29
-มือถือไมค์ ไฟส่องบท
..
4198
23
.. 15/8/2554 16:51
-ยาสตรีเพ็ญภาค
..
4202
9
.. 6/8/2554 20:18
-ฟื้นตำนาน “รถหนังขายยา”
..
4212
5
.. 6/8/2554 19:39
-หนังขายยาของแท้
..
4221
18
.. 26/5/2554 8:43
-วันวานยังหวานอยู่
..
4213
27
.. 25/5/2554 8:42
-ล่าสุด "ผีจ้างหนัง" อีกแล้ว
..
4209
26
.. 21/5/2554 15:55
-สกู๊ปหนังเร่
..
4197
3
.. 5/5/2554 23:16
-หนังสือหนังกลางแปลง
..
4200
35
.. 20/4/2554 9:11
-อยากทราบชื่อนักพากษ์ประจำโรงภาพยนตร์ สุริยา วงเวียนใหญ่ (อดีต)
..
4207
5
.. 3/4/2554 21:13
-หนังเร่บอมเบฟิล์ม
..
4209
31
.. 22/3/2554 20:19
-เพิ่งรู้ข่าวครับ ข่าวเงียบมากเลย กับการจากไปของดาวร้ายชื่อดัง "สมศักดิ์ ชัยสงคราม"
..
4220
16
.. 21/3/2554 13:37
-งานน้อยลงทุนเยอะอยากมีเพื่อนร่วมทุน
..
4204
19
.. 4/2/2554 11:29
- หน่วยฉายหนังเร่ หนังขายยา ยังมีอาชีพนี้อยู่ที่ไหนบ้างคะ แนะนำด้วยค่ะ
..
4261
30
.. 14/1/2554 22:07
-สัมภาษณ์พิเศษ "พันนา ฤทธิไกร" แล้วคุณจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้ ไม่ธรรมดา
..
4201
16
.. 24/12/2553 20:40
-พรนิมิตรภาพยนตร์ครับ
..
4205
11
.. 30/10/2553 12:22
-เมื่อข้าพเจ้าจะเผาฟิล์ม
..
4207
27
.. 24/9/2553 22:40
-โรงหนังเคลื่อนที่
..
4205
1
.. 24/9/2553 10:27
-ขอถามหน่อยครับ เวลาเราดูหนังจะเห็นมีรอยขีดๆเหมือนเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างปรากฏบนจอเป็นช่วงๆ มันคืออะไรครับ แบบแวบเดียวเองครับ
..
4212
13
.. 10/8/2553 22:41
- หนังกลางแปลงที่ถูกลืม
..
4214
8
.. 1/7/2553 11:28
-บัวพาออกเร่
..
4208
11
.. 30/6/2553 12:26
-หนังกลางแปลงกับตำรวจ
..
4206
29
.. 22/6/2553 9:38
-ขอออกความเห็นครับ
..
4199
29
.. 10/6/2553 10:24
-นักพากย์นาม "โกญจนาท" และ "วราลักษณ์"
..
4201
16
.. 22/4/2553 0:49
-สมาชิกใหม่ฝากเนื้อฝากตัว และขอสอบถามท่านผู้รู้ด้วยครับ
..
4197
27
.. 30/10/2552 22:01
-หนังเร่กลับมาแล้ว
..
4202
8
.. 21/8/2552 10:07
-ผือกะสี
..
4196
13
.. 18/8/2552 11:36
-สถานที่เก่า บรรยากาศใหม่
..
4203
20
.. 10/8/2552 18:41
-ดับเจ้าพ่อหนังอาร์ ประสิทธิ์ วิจิตร์จินดา อดีตเจ้าพ่อหนังแนวเรทอาร์ (ประสิทธิ์กุมารฟิล์ม)
..
4214
5
.. 13/12/2551 20:19
-ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
..
4198
0
ยังไม่มีคนตอบ
-ถามไว้ก่อนครับ ( กันเหนียว )
..
4198
7
.. 27/11/2551 8:46
-ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
..
4196
0
ยังไม่มีคนตอบ
-หนังขายยา : ตำนานความบันเทิงบ้านทุ่ง
..
4208
1
.. 16/11/2551 5:21
-รำลึก...หนังเร่
..
4204
8
.. 8/11/2551 5:12
-หน่วยฉายถ้วยทอง
..
4208
28
.. 11/10/2551 5:59
-ข้อมูลหนังกางแปลงอดีตถึงปัจจุบัน
..
4206
10
.. 5/10/2551 2:01
-หนังขายยา2006
..
4202
4
.. 5/10/2551 2:00
-ผมรักหนังครับ
..
4206
26
.. 26/9/2551 3:23
-แผ่นเสียงเพลงคนเร่หนัง
..
4197
9
.. 23/9/2551 20:07
-หนังขายยา หมอเสาร์
..
4209
7
.. 5/9/2551 0:12
-หนังขอข้าว ข้อมูลที่น่าสนใจจาก TV บูรพา
..
4203
46
.. 1/9/2551 19:54
-มิวสิค ที่เกี่ยวกับหนังเร่ครับ จดหมายฉบับสุดท้าย
..
4202
4
.. 30/8/2551 2:48
-ฉายหนังงานศพ 6 คืนลงจอ 6เมตรใหม่เอี่ยม
..
4214
20
.. 24/8/2551 1:55
เลือกหน้า [1] [2]
จำนวนหัวข้อทั้งหมด 54

อนาคตของหนังกลางแปลง


อยากให้ทุกท่านแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังกลางแปลงในอนาคตจะอยู่หรือไปอย่างไร?

ความเห็น

[1]





อนาคตหนังกลางแปลงคงแย่และเหลือนอ้ย....เพราะเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาแทนที่...อย่างเช่นเครืองฉายโปรเจคเตอร์ก็สามารถฉายจอ  10เมตรใด้แล้วตอนนี้  ถ้าหากมีลิขสิทธิ์เช่า  DVDฉายกลางแปลงใด้ก็คงจะดี...แต่ผมคิดว่าเครื่องฉายโปรเจคเตอร์คงล้มเครื่องฉายหนังระบบฟิล์ม 35 มม.ไม่ลงครับ. (ตราบใดผู้สร้างหนังยังผลิตฟิล์มอยู่..หนังกลางแปลงก็ยังอยู่ครับ) ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปก็ตาม ผมเคยผูกพันธ์กับหนังกลางแปลงยังไง ผมก็ยังรักเหมือนเดิมไม่แปลเปลี่ยน







จำนวนสมาชิกของเรา จะเป็นเครื่องยืนยัน ว่าหนังกลางแปลงยังไม่หายไปไหนครับ....พี่ๆ


หนังกลางแปลงยังคงอยู่อีกหลายปีครับ อย่างน้อย 15 ปีครับ เพราะพวกเรายังไม่แก่กันเลยนี่ครับ

ช่วยกันทําหนังกลางแปลงให้มีคนดู มีคนมาจ้าง ทําให้มีคุณภาพครับ(พูดง่าย) แต่เราต้องช่วยกัน

ทําครับ โรงหนังยังฉายด้วยฟิล์ม บริษัทเช่าฟิล์มก็ยังอยู่ อย่าไปกลัวเลยครับ ถ้าโลกใบนี้เปลี่ยน

เป็นดิจิตอลทั้งโลก ก็คงต้องทําใจครับ ส่วนตัวผมไม่กลัวว่าหนังกลางแปลงจะสูญหายไปจากเมือง

ไทย อีกนานครับ....




ต้องทําให้หนังกลางแปลงเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อนหย่อนใจครับ ไม่ใช่เป็นการมานั่งทรมานครับ

เห็นคนดูหนังเขตสุรินทร์ ที่มาดูหนังที่เป็นสัญลักษณ์ของสุรินทร์หน่วยหนึ่ง นั่นแหละเป็นการพักผ่อน

ของชีวิตจริงๆครับ ถ้าเราทําให้หนังกลางแปลงเรามีคุณค่าสมกับการสละเวลามานั่งดู หนังกลางแปลง

เราไม่มีวันตาย อีกหลายปีครับ




Hmmm...


อย่าหาว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเลยนะครับ



FILM IS DEAD...LONG LIVE DIGITAL!!!



จะเป็นไปได้หรือเปล่าถ้าเราซื้อลิขสิทธิ์หนังเป็นแผ่นดีวีดีหรือดิจิตอลระบบอื่นๆมาฉายโดยไม่ใช้ฟิล์ม ไม่ใช้เครื่องฉายระบบเดิม เปลี่ยนรูปแบบ มีเพียงจอเครื่องเสียงเท่านั้น สำคัญคือลิขสิทธิ์เอาแบบต่างประเทศที่ไม่ใช้ฟิล์ม 35 มม. คงจะเข้าท่า เส้นไม่มี    คนฉายก็ไม่ต้องง้อ กางจอเสร็จเสียบปลั๊ก ดูได้เลย แบบที่คณะเราลองกับหน่วยพี่นิสมบูรณ์  คงจะเข้าท่า ไม่แน่แฟนหนังกลางแปลงอาจจะเพิ่มขึ้น งานก็เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าแรงลดลง คนทำหน่วยก็อยู่ได้ ดีไหมครับ ลองเจรจากับบริษัทผู้ผลิตหนังดู




 

ขอแจมครับ ชอบ ชอบ

 

สำหรับบางที่ บางแห่ง หนังกลางแปลงไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนเป็นสิบปีแล้วครับ

 

แต่อย่างที่บ้านผม อำเภอเสาไห้ นับครั้งได้ว่าปีหนึ่งไม่เกิน 5 ครั้ง

ที่จะได้ยินเสียงหนังล่องลอยมากระทบหู ในยามค่ำคืน  จะมีก็เพียงบางคืนเท่านั้น

ที่เจ้าประจำจะแวะเวียนมาปิดวิก สร้างบรรยากาศให้ได้ยินเสียงซาวด์บ้าง แต่ก็น้อยมากครับ

 

ซึ่งก็ดูเหมือนว่ารสนิยมของกลุ่มผู้ชมทั้งเจ้าภาพและคนดูหนังก็เปลี่ยนไปจากเดิมครับ

ผมคงต้องยอมรับว่าใน "บางแห่ง" มองว่าการดูหนังกลางแปลงเป็นเรื่องไม่ทันสมัยหรือเสียเวลา

ไม่เหมือนกับการชมคอนเสิร์ตหรือวงดนตรีที่มาแทนที่ ซึ่งเป็นที่ถูกใจของเจ้าภาพหรือผู้ที่หามาทำการแสดง

...ในทางกลับกัน บรรดาเจ้าภาพก็มีความคิดที่ว่าหาหนังมา ก็เกรงจะไม่มีคนดู เนื่องจากบรรดาหนังต่างๆ

ก็ถูกเคเบิ้ลท้องถิ่น นำมาออกอากาศรอบแล้ว รอบเล่า ณ วันเดียวกันกับที่หนังวางแผงขาย หรืออาจจะก่อนหน้านั้น

..หรืออีกประการหนึ่งก็คือเรื่อง "เงิน" ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า ค่าฟิล์มแปรผันตรงกับความใหม่ของหนัง จึงไม่แปลก

ที่ว่างบประมาณเป็นตัวกำหนดขนาดคนดูหนัง  จนทำให้กระทั่งบางงานผมยังฉายดูกันเองเลยก็มีครับ 

 

สรุปว่าไม่แปลกครับที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง คือ ผู้ชม และผู้ฉายอย่างผม ที่ต้อง

ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน วันก่อนๆผมคงซื้อ CD เพื่อที่จะฟังเพลงโปรดที่ผมอยากฟัง และผมก็คิดว่า

มันดีที่สุดสำหรับผมตอนนี้แล้ว  มาวันนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าซื้อ CD แผ่นสุดท้ายคือแผ่นไหน เพราะมันก็มาถึงยุค MP3

  หรือแม้กระทั่งผู้ขายเองก็ต้องปรับตัวมาขาย MP3 แบบรวมมิตร ให้มันแล้วเรื่องไปซะเลย อย่างที่เราเห็น

 

มาวงการหนัง ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผมสังเกตุและติดตามมา กับคำถามที่ว่าในเมื่อทุกอย่างมันเริ่ม

จะรองรับออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น HiDef  จากราคาเรือนหมื่น จนเหลือไม่กี่พันบาทก็หาซื้อได้

หลากหลายยี่ห้อ และหลายรุ่น ..ซึ่งคำถามก็คือ ออกมาขายทำไม เยอะแยะ ..และคำตอบก็น่าจะรู้กันอยู่ครับ

 

 

ผมว่าอีกไม่นานก็คงเหมือน CD กะ MP3 ไงครับ  ถึงวันนั้นก็คงมีผู้ขายหนังคงจะมองเห็น "สัจธรรม" ว่าทุกอย่าง


ก็คงต้องปรับสภาพเปลี่ยนตามมา ถ้ามันห้ามกันไม่ไหว ก็ตามกระแสมันไปเสียเลย ผมเข้าใจว่าอย่างงั้น

 

 

ผมอาจจะเข้าใจผิดคนเดียวก็ได้นะครับ...มันเป็นความรู้สึกน่ะครับ 555




เห็นด้วยนะครับ  ปรับสภาพเพื่อความอยู่รอด  แต่ใจของเราก็ยังชอบระบบฟิล์มไม่เคยจางหาย คงเหลือแค่ชาวสมาชิกเรานี้แหละที่จะสานต่อและเล่าขานให้คนรุ่นหลังได้รับรู้




ผมไม่เห็นด้วยครับ ที่เราจะนำDVD มาใส่โปรเจ็คเตอร์ เพื่อฉายแทนฟิลม์ แล้วอย่างนี้มนต์เสนห์หนังกลางแปลงที่มีมานานนับ10 10ปีจะมีคุณค่าอะไรครับ


 

ครับ ผมคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึกของทุกท่านเท่าที่ประสบการณ์อันน้อยนิดในวงการที่ผมมีอยู่ครับ

 

ผมเองไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่า เราต้อง "เปลี่ยนแปลง" ทุกอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงครับ

คุณค่าที่มีอยู่ในตัวมันเองก็ยังคงมีอยู่ "เหมือนเดิม" ครับ และก็ยังคงทรงคุณค่าในตัวเองมาโดยตลอด

 

แต่การที่เราต้องมองว่าสิ่งต่างๆที่อยู่ รอบๆตัวเรา ว่ามันไปในทิศทางไหนแล้วตอนนี้ ผมก็ดูว่ามัน "จำเป็น"

ที่เราก็น่าจะต้องรู้ไว้ครับ มันก็เหมือนกับว่าเป็นกระแสที่เราไม่สามารถห้ามอะไรได้ นอกเสียจาก "รับรู้"

และ "ยอมรับ" มันก็เท่านั้นครับ   ถ้าผมถามว่าตอนนี้จะมีซักกี่ท่านที่ยังใช้กล้องแบบใช้ฟิล์มอยู่ หลายท่าน

ก็น่าจะพอรับรู้ความรู้สึกแบบที่เราเคยเป็น ก็เช่นกันครับ แต่ผมว่ามันคงอีกนาน กว่าที่ทุกอย่างจะเป็นไปอย่าง

ที่มันจะเป็น.... กลับมาประโยคเดิมตอนแรกครับ ผมเองก็พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่มันจะเกิดขึ้นมาพักใหญ่ๆ

บ้างแล้วครับ กับการลงทุนที่ไม่ใช่น้อย สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างผม โดยไม่มีทุนรอนสะสมใดๆ ก็ถือว่ามันควรค่า

และน่าจดจำไปตลอดชีวิต ที่เราได้มี "โอกาส" ได้สัมผัสหรือได้ลองทำดูซักครั้งครับ หลังจากที่ได้ลองดูแล้ว

เราจะรู้ว่า สิ่งที่เราอยากทำมาทั้งชีวิต และเราได้ทำมันสำเร็จ มันมี "คุณค่า" มากเกินกว่าที่จะบรรยายได้หมดครับ

 

ผมก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่เหมือนเดิมครับ.....

 




ชอบคำว่า รับรู้  /  ยอมรับ มากครับ มันทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะความชอบกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยน หรือความหลงกับความเป็นจริง




ยอมรับความเป็นไปว่าความชอบคือความชอบ เราบังคับให้ใครมาชอบเหมือนเราไม่ได้ ไม่ว่าหนังกลางแปลงจะอยู่กับเราอีกกี่ปี ความชอบคงอยู่กับเราจนตายจากกันไป อีกอย่างการเอาดีวีดีไปฉายกลางไม่ว่าจอจะใหญ่หรือเล็กมันก็คือวีดีโอมันไม่มีคุณค่าไม่ต่างกับดูทีวีที่บ้านเลย  ถึงแม้ผมจะดูหนังกลางแปลงคนเดียวผมก็จะดู




ถูกต้องแล้วครับคุณค่ามันอยู่ในใจเรา ฟิล์มจะอยู่หรือไปไม่สำคัญต่อให้เหลือฟิล์มอยู่แค่ม้วยเดียวเวลาฉายก็มีความสุขใจเหมือนเดิม แต่จะหาฟิล์มเล่นยากหน่อยแค่นั้นเอง อิอิ ผมว่าหนังที่ฉายจากฟิล์มมันมีชีวิตมีความรู้สึก ต่างจากดิจิตอลนะครับ


หนังกลางแปลงมันอยู่ในใจไปแล้วครับ ถึงขนาดบางเดือนไม่ค่อยมีงานก็ยังตั้งจอฉายเล่นเองเลย คิดดูเอาเองละกันว่าหนังกลางแปลงจะตายเมื่อไร มันอาจจะตายไปจากสังคมไทย แต่มันไม่เคยตายไปจากใจ...ครับ




ใช่ครับ ฉายด้วยฟิล์มมีชีวิต  แต่นี้ต่อไปฟิล์ม จะค่อยหายไป  วันนี้ ผมนั่งคุยกับเพื่อนอนาคตของฟิล์มจะอีกไม่เกิน5ปีแล้วจะถอยให้ ดิจิตอลเข้ามาแทน  ลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นของสายหนังเหมือนเดิม  ก็ระวังหน่อยแล้วกัน สำหรับท่านที่ฉาย โปรเจ็คเตอร์  วีดีโอ ห้ามเผยแพร่ในที่สาธารณะ  คำนี้ผูกขาดมาตั้งแต่เรี่มมีวีดีโอ   อนาคตจะตอ้งฉายด้วยฟิล์ม แล้วก็ฉายโปเจ็คเตอร์ สลับกันไป จนหมดยุคฟิล์ม   การฉายด้วยโปเจ็คเตอร์ จะเรียกคำใหม่ว่า ฉายด้วยระบบดิจิตอล เรียกสะโก้ไปเลย  เฮ้อที่บ่น อยู่นี้ สายหนังเอาไปกินเหมือนเดิม  


ผมว่าเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ล้มเครื่องฉายหนังกลางแปลงไม่ลง เพราะไม่สามารถฉายจอใหญ่อย่าง 14-20 เมตรได้ เป็นไปได้ที่โรงชั้นหนึ่งอาจใช้เครื่องฉายดิจิตอลแทนเพราะใช้จอไม่ใหญ่มาก แต่กับกลางแปลงแล้วมันอีกระดับหนึ่งแต่ระบบฟิล์มมีสิทธิ์หมดไปได้เนื่องจากผู้ผลิตไม่ให้ความสำคัญเลิกผลิตไปเลย ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง  ยุคนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างดิจิตอลกับอนาล็อกผู้บริโภคเป็นกรรมการตัดสินจะให้ใครเป็นฝ่ายชนะครับ




เห็นด้วยกับคุณนัดครับ ถ้าฉายจอใหญ่ได้ ไม่รู้จะสู้แสงแม่ค้าได้หรือเปล่า



 


 


แว๊บบ  มาอีกทีครับ


 


ผมว่าบางอย่างเราเป็นคนเลือกได้ที่จะทำหรือไม่ทำอะไรนะครับ 


 


 แต่ถ้ามองในเชิงธุรกิจลูกค้าเป็นตัวกำหนดความต้องการครับในตอนนี้


 


เหมือนอย่างที่ผมเคยรู้สึกมานานแล้วว่าผมฉายหนังดูคนเดียวผมก็ทำได้  แต่โลกความเป็นจริงมันเหนื่อยครับ


ยิ่งถ้าฉายดูกันเอง เก็บของเอง จ่ายตังค์ค่าเช่าฟิล์มเอง ซ่อมเครื่องเอง   ผมฉายอยู่ในบ้านคนเดียวน่าจะดีกว่าครับ


 


ผมคิดว่าตอนนี้โลกมันไปเร็วกว่าที่ผมจะตามมันทันแล้ว  จนคิดว่าอยู่เฉยๆซักพัก ก็เลยขอรอดูทิศทางก่อนจะดีกว่าครับ  อันนี้ก็เลยเอามาฝากให้อ่านกันเล่นๆครับ  ว่าด้วยอนาคตล้วนๆ


 


http://mblog.manager.co.th/kacharaj/Part2-2/


 


ขอความเห็นจากพี่ป๊อก เทวดา หน่อยครับ เรื่องลิขสิทธิ์การฉายแบบดิจิตอล ว่ายังเป็นของสายหนัง


แสดงว่าอีกหน่อยเราฉายโปรเจ๊คเตอร์ออกงาน ได้เหมือนการเช่าฟิล์มใช่ไหมครับผม


ผมว่าหนังกลางแปลงบางหน่วยน่าจะเห็นข้อดีบางอย่างนะครับ อย่างเช่นผมผมว่าสะดวกดีไม่ต้องไปรับ-ส่งฟิล์ม


แถมถ้าทำฟิล์มเสียต้องโดนปรับอีกเป็นหมื่นๆครับ


 


ส่วนเรื่องแสงฉายผมขอ share หน่อยนะครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมรู้ว่าเครื่องฉายมันก็เหมือนๆ


กับเครื่องที่เราฉายฟิล์มครับ มันก็มีเกรดของมัน ดังนั้นไม่น่าเป็นห่วงครับ สามารถสู้แสงได้สบาย ถ้าสู้เงินได้ครับ


 


หน่วยไหนมีเงินก็คงไม่สะเทือนหรอกครับ เพราะเขาคงไม่ซื้อเครื่องละหมื่นสองหมื่นแบบผมมาใช้


ดังนั้นสบายมากขึ้นด้วยครับ  ..เอามาฝากซักเครื่องก่อนละกันครับ  อันนี้ Barco


 



 


ส่วน Spec  ตาม Link ครับ


http://www.barco.com/en/events/product/1704/specs


 


อ่ะ อีกนิสสส  ใช้หลอดจิ๊บๆ ครับ 3 K Walt  หรือคร่าวๆ 14000 LM ครับ


 





.ถูกต้องแล้วครับ  ลิขสิทธิ์เป็นของสายหนังเหมือนเดิม  สายหนังจะยุ่งอยาก จะใช้วิธีใหน ในการเก็บค่าลิขสิทธ์ ในการฉายแต่ละครั้ง ของหน่วยเร่   คงจะมีหน่วยตามจับเฉพาะกิจแน่ๆ  เพราะหน่วยบริการหนังตามจังหวัด ก็ซื้อลิขสิทธิ์หนังอยู่แล้ว เป็นหู เป็นตาพร้อม เพราะตัวเองเสียผลประโยชน์   ก็ระวังหน่อย แล้วกัน สำหรับท่าน ที่ฉายโปร  เจ็คเตอร์ กลางแปลง  ส่วนโรงจะส่งด้วยระบบดาวเทียม เหมีอนกันตนา คิดใว้   [  ถ้าผู้สร้างไม่ขายลิขสิทธ์ให้สายหนัง  ต้องโดดลงมาจับด้วยตัวเอง  แต่ก็ดีสำหรับเรา  เราจะได้เป็นสายหนังเสียเอง  55555  จบ  ]


ต่ออีกนิด

       ถ้าจะฉายโปรเจ็คเตอร์ ก็ไปคุยกับสายหนังเลยว่าจะเอาค่าลิขสิทธ์ เท่าไร  ส่วนทางอิสานนี้ ตามต่างจังหวัด จะซื้อลิขสิทธ์ สายหนังอยู่แล้ว




กันตนาฟิล์มแล็ปก็คงต้องปิดตัวลงในอีกห้าปีข้างหน้านี้ด้วยหรือเปล่าครับ?..... รวมไปถึงเทคนิคคัลเลอร์ และอีกหลายๆโรงงานในฮอลลีวู๊ด....


 

 

หวัดดีน้องดอน

 

มาอีกแว๊บบ ชอบ ชอบ

 

พี่ว่ามันคงเป็นแบบค่อยเป็น ค่อยไปละมั้ง อันนี้ ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ เหมือนโรงงานผลิตหลอดภาพทีวี

ของ SCG ที่ตอนนี้ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน เนื่องจากหลอด CRT เริ่มจะไม่ใช่ Standard ของการดูทีวีหรือ

จอภาพสำหรับคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีมากๆ เราจะมี Christie หลุดจากโรงราคาหมื่นสองหมื่นก็ได้นะ

ถ้าเขาเลิกใช้กันแล้ว เหมือนกับเครื่องเล่น VDO ตอนนี้ไงครับ National Hifi-F70 ขายเครื่องละ 100 บาท ต่อได้ 50 บาท

..อ่ะกลับมาที่เดิมก่อนครับ  กันตนาเองก็เป็นต้นๆเรื่องของโรงหนังชุมชน พี่ว่าเขาก็คงมองแนวโน้มในอนาคต

บ้างแล้วว่าธุรกิจมีทิศทางจะเป็นไปอย่างไร  ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็วนี้ครับ

 

 

 

 




ว้าวพี่ป๊อบ national hifi 100 บาทเองหรอครับ เมื่อวานผมโทรไปถามที่อุดร เป็น hifi เหมือนกันแต่ไม่รู้ญี่ห้ออะไร เขาขายเครื่องละ 900

ไม่ทราบว่ายังมีเครื่องเหลืออยู่หรือเปล่าครับ อยากได้มาเปิดม้วนวีดีโอหนังเก่าอัดลงแผ่นนะครับ ...




 

ถูกคร๊าบบบบ  แต่....เขาบอกว่ามันเล่นไม่ได้อ่ะน้อง

 

ก็เลยกดมาซะ 50 บาท  บอกว่าผมต้องไปซ่อมอีกหลายร้อย 555

มาถึงบ้านเสียบไฟติด โอ๊วววว  พอแล้วได้แค่นี้

เพราะว่าพี่เอามาใช้แค่ Turner TV ให้มันเป็น HIFI เท่านั้นครับเอามาต่อกะ Projector

เพื่อเอาไว้ดู TV เพราะที่บ้านไม่มีจาน (มีแต่จานในครัว 55)

 

 พี่ว่าถ้าเจอ 900 น่ะยังแพงอยู่  เดี๋ยวจะลองถามเพื่อนๆให้ครับ เอาแบบยังเล่นได้น่ะ

 

หมายเหตุ: ถ้าจะเอาไปทำ Turnner บอกนะ ที่บ้านเหลือ Mono อยู่อีก 4-5 เครื่องน่ะน้อง

จะเอาไปหย่อนให้ที่ตึก Toshiba




อย่ากลัวกันเกินเหตุไปเลยครับ ดิจิตอลมันก็เป็นทางเลือกหนึ่งของเทคโนโลยีเท่านั้นเอง ผมว่าฝรั่งมันหาเรื่อง

ทําของมาขายอ่ะครับ ไม่งั้นมันก็ไม่มีเงินเข้าประเทศมัน เทคโนโลยีพื้นๆหลายประเทศก็เลียนแบบได้หมด

ฝรั่งถึงต้องหนีไปทําอย่างอื่นที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แถมขายราคาแพงด้วยนะครับ ถ้าฝรั่งสามารถเปลี่ยน

เมืองไทยจากการฉายระบบฟิล์มเป็นดิจิตอลทั้งประเทศก็ต้องยอมเค้าละครับ โรงหนังเมืองไทย 99.95%

ฉายด้วยฟิล์มคงต้องเปลี่ยนแปลงกันถ้วนหน้าครับ กันตนาคงต้องขายเครืองพิมพ์ฟิล์มทิ้ง ธนาก็คงจะต้อง

ปรับตัวครั้งใหญ่ ถ้าถึงเวลานั้น ก็นั่งดู DVD ที่บ้านเถอะครับ มหรสพมรดกไทยคงหายไปอีกหนึงอย่าง เฮ้อ..

(อย่าพึ่งต่อต้านหรือคล้อยตามเพราะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว(ล้วนๆ)ครับ)










 




หวัดดีครับพี่สถิตย์




 




มาอีกแว๊บบ ตอนเย็นๆ ผมชอบประโยคพี่ที่ว่า ถ้าถึงเวลานั้น ก็นั่งดู DVD ที่บ้านเถอะครับ อันนี้มากเลยครับพี่ 555




เพราะแถวๆที่บ้านผมก็เริ่มเป็นแบบนี้แล้วครับ หรือจะเรียกง่ายๆ ฉายหนังไม่มีคนดูครับ  อันนี้ไม่ต้องว่าด้วย




เรื่องหนังใหม่หรือชนโรงนะครับ เพราะอย่างอาทิตย์ก่อนผมไปบ้านหม้อ ก็เห็น โป๊ะแตก เต็มแผงแล้วครับ




....ผมเองคิดว่าไม่ต้องรอให้เทคโนโลยีที่ว่าเข้ามาหรอกครับ แค่นี้พฤติกรรมคนดูก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากพอแล้ว




อย่างเมื่อก่อนหนังกว่าจะออกจากโรงมาเป็นแผ่นก็ราวๆ 3-4 เดือน เดี๋ยวนี้ข่วงเวลาสั้นเพื่อลดช่วงเวลาจากแผ่นผี




ตอนนี้ไม่ต้องรอแล้ว เพราะผีอยู่ในโรงเสียด้วยซ้ำ...แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เพราะผมคิดว่าจะฉาย Projector




หากินกลางแปลงตอนนี้นะครับ แต่ต่อไปไม่แน่ (555 ร้อนตัว)  ก็เพราะว่าขนาดฉายฟิล์มแถวผมบ้านยังหางานไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น




หน่วยผมหรือหน่วยอื่นๆ แถวๆบ้าน ดังนั้นทางรอดในธุรกิจหรืออาชีพนี้ผมเองตอนนี้ก็เริ่มไม่มั่นใจครับ บอกตรงๆ




 




แต่ถ้ามองในการอนุรักษ์ ผมคิดว่าผมก็ยังเหมือนเดิมครับ ยังอยากที่จะทำต่อไปครับ เพื่อให้ลูกหลานเอาไว้ดูครับ




เพราะเดี๋ยวนี้กิจกรรมเด็กๆรุ่นใหม่มีหลายอย่าง มากกว่าที่สนใจมานั่งดูหนังกลางแปลง ผมเองก็ไม่อยากที่จะให้เขาเห็นเพียง




แค่รูปถ่าย หรือแค่คำพูดจากคนรุ่นกลางๆอย่างผมว่าอย่างนี้เมื่อก่อน เขาเรียกว่าหนังกลางแปลง




 




หมายเหตุ : ล่าสุดอาทิตย์ก่อน เพิ่งไปถอยเครื่องฉายสไลด์ที่ร้านเจ้เกตุมาครับ  เจ้บอกว่าไม่ใช้ก็เอาไว้ขึ้นหิ้ง
                   ก็ได้  ซื้อเสร็จตั้งแต่เที่ยง คุยต่อจนถึงบ่ายสามครึ่ง 55555




 




 










ทุกท่านมีเหตุและมีผลดีครับแต่ที่มาและที่กำลังจะไปคือลิขสิทธิ์ไม่รู้ถูกหรือป่าวถ้าหนังที่ผู้สร้างออกมาสามารถบังคับได้ว่าจะทำแผ่นหรืออะไรก็ตามที่จะนำมาให้ความสุขภายในบ้านตอ้งครบหนึ่งปีจึงจะทำแผ่นครับอย่าลืมว่าคนที่ไม่ชอบดูหนังไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือไม่ดีแต่พวกแผ่นต่างๆมันออกมาฉายก่อนมาดูกันก่อนแถมดูในบ้านสดวกสบายกว่าหนังกลางแปลงจะไปฉายพวกก็ดูกันไปหมดแล้วๆจะเอาคนที่ไหนมาดูหนังกลางละครับต่อจากนั้นเจ้าภาพหาหนังไปไม่มีคนดูแล้วจะหาไปให้ใครดูครับจุดจบของหนังกลางแปลงครับและยื่งตอนนี้อินเตอเน็ตสมาชิกเดือนละ90บาทดูหนังใหม่ๆได้ทั้งเดือนแล้วหนังกลางแปลงจะอยู่ได้อย่างไรก็คล้ายกับโรงหนังฉายรอบแรกแผ่นออกไปดูตามบ้านแล้วๆใครจะมาตีตั๋วดูหนังครับนี่คือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับแล้วยิ่งเดี่ยวนี้ผู้สร้างๆออกมาก็ทำแผ่นออกมาด้วยไปกันใหญ่นี่คือประสพการณ์จริงของตัวผมและเพื่อนๆถูกผิดบ้างก็อย่าว่ากันนครับจากคนที่ชอบหนังรักหนังมาตั้งแต่เด็กและเริมเล่นหนังมีเครื่องฉายครั้งแรกอายุ25ปีปัจจุบันอายุ49ปีแก่ๆก็ยังเล่นอยู่


เห็นมุมมองของหนังกลางแปลงจากหลายท่าน ตอนนี้สิ่งที่น่าจับตามองก็คือเครื่องฉายระบบใหม่ และภาพที่แสดงออกมา ว่าจะเป็นฟิล์มหรือดิจิตอล ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ใครพอมีข้อมูลก็แจ้งสมาชิกเราด้วย ซึ่งสมาชิกเราน่าจะมี 2 ประเภท คือประเภทแรกชอบหนังกลางแปลง และประเภทหลังเจ้าของหน่วยหนังกลางแปลง  ประเภทแรกเราพอที่จะช่วยกันอนุรักษ์หนังกลางแปลงได้บ้าง แต่เจ้าของหน่วยต้องปรับสภาพเพราะอาชีพคือรับจ้างฉายภาพให้ความบันเทิง จะเป็นแบบฟิล์มหรือแบบต่างๆวึ่งจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง การที่เราคิดอะไรใหม่ ทำใหม่ น่าจะทำให้หลายๆคนอยู่รอดกับอาชีพนี้ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศ อย่างวงดนตรีลูกทุ่งสมัยก่อนต้องอาศัยนักดนตรีหลาย10 คน หางเครื่องเป็นร้อย ราคาจ้างหลายหมื่นบาทแล้วเป็นคนกำหนดวันให้เจ้าภาพ     เดี๋ยวนี้ก็มีการเปลี่ยนเป็นคาราโอเกะ นักดนตรีไม่ต้อง มีนักร้องไม่กี่คน เน้นระบบแสง เสียงหรือเพิ่มจุดขายคือโคโยตี้ เขาก็อยู่ได้ ถามว่าวงดนตรีลูกทุ่งเหลือไหม? คำตอบคือเหลือแต่แปลงสภาพ เพื่อความอยู่รอดและครอบครัว    หนัง16 หนัง8 หนัง70 ก็เป็น 35 แต่จอและอุปกรณ์อื่นหยังเหลืออยู่ ต่อไปมันก็คงเป้นแบบใหม่ เราต้องยอมรับนะครับ สมาชิกทั้ง 2 ประเภท




พี่ป๊อบครับ ที่เอามาทำจูนเนอร์ เราต่อสัญญาณวีดีโอเอาท์ของ วีดีโอ ไปที่อินพุทของโปรเจ็คเตอร์ได้เลยใช่ป่ะครับ แล้วสัญญาณชัดไม่ชัดก็อยู่ที่เสาร์อากาศใช่ปะครับ (แบบนี้ก็ประหยัดดีไม่ต้องไปซื้อ ทีวีจูนเนอร์ ก็หลักพันอยู่) เข้าท่าดีเหมือนกัน

ส่วนเครื่องเล่นวีดีโอที่ยังใช้ได้ก็อยากได้อยู่ครับ พอดีเพิ่งได้ม้วนวีดีโอหนังเก่าที่เป็นเสียงพากย์ในฟิล์ม มาหนึ่งกล่องใหญ่ ประมาณสี่สิบเรื่องได้ ว่าจะเอามาแปลงลงแผ่น ดีวีดี (ขอบคุณ คุณ KAI เพื่อนสมาชิกเป็นอย่างสูงที่เอื้อเฟื้อม้วนวีดีโอ)  แต่ยังไงก็ต้องเสียตังค์ซื้อการ์ดตัดต่อวีดีโอ อีกล่ะยังไม่ได้สืบราคาเลยครับ ...

ขอบคุณพี่ป๊อบล่วงหน้านะครับ สำหรับเครื่องเล่นวีดีโอ.....




 

 

หวัดดีน้องดอน ตอนก่อนบ่าย (คลายเครียด อิอิ)

 

ถูกต้องเลยครับ ถ้าสัญญาณมาไม่ค่อยดี Turner ก็จะมีสัญญาณรบกวนเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นพวก Cable TV บางครั้ง

เหมือน Boot สัญญาณมาแล้ว พี่ก็เอาสายมาแยกเข้า VDO เท่านั้นก็ชัดแล้วครับ  ส่วนเรื่องเครื่องถามเพื่อนพี่ที่

ทำงานตัดต่อไว้แล้ว เดี๋ยวได้ความอย่างไรจะส่งข่าวครับ




เตรียมวางแผน ชีวิตใว้แล้วครับ ฟิลม์ซื้อเก็บไว้แล้ว พร้อมรอเวลาที่จะเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็ยังตั้งตัวได้อีกซักพัก   โอกาศยังมี ตราบเท่าที่หน่วยฉายรุ่นเก่า ยังอยุ่กับเรา


ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีจริงๆแต่ความรู้สึกของผมไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับผมเคยรักยังไง

ผมก็รักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง(และอยากเก็บเขาใว้ตลอดไป)




มองเห็นอนาคตของคนทำหนังกลางแปลงแล้วว่า ต้องไปซื้อเครื่องดิจิตอล หรือไม่ก็โปรเจคเตอร์ ไม่อย่างนั้นคุณก็คงต้องเลิกกิจการเกี่ยวกับหนัง เพราะพัฒนาไม่ทันคนอื่น เมื่อหลายวันก่อนเห็นเครื่องเสียงให้เช่า(เครื่องไฟ)เอาโปรเจคเตอร์มาฉายหนังสุดยอด มากๆๆ คนดูเต็ม    คิดว่าเดี๋ยวคงต้องร่วมกันเปิดบริษัทเดินเข้าไปถามซื้อลิขสิทธิ์จากค่ายหนังมาแบ่งคนทำหนังกลางแปลงทั่วประเทศคิดเป็นจังหวัด/อำเภอ/ตำบล(คิดแล้วจะกล้าเดินไปคนเดียวหรือเปล่า)เพื่อให้หนังกลางแปลง(คนทำหน่วย)อยู่ได้ ........ส่วนคนดูก็ได้ดูหนังไม่มีเส้นระบบเสียง ดีเยี่ยม  ใครจะเดินเข้าไปถามด้วยกรุณาโพสต์เลยครับท่าน  ถ้าเราช้านายทุนเอาไปก่อน




หนังกลางแปลงมันคงไม่ตายไปไหนง่ายๆหรอกครับถ้าทำถูกต้องตามกฏหมาย เครื่องไฟเอาโปรเจ็คเตอร์ไปฉาย

ก็ฉายไปถ้าคิดว่าจะไม่โดนจับเรื่องลิขสิทธิ์หรือคิดว่าไม่ฉายทับลิขสิทธิ์ของใครก็ทำกันไป (ถ้าผมเจอผมแจ้งเจ้า

ของลิขสิทธิ์แน่นอน)  หรือหน่วยหนังหน่วยไหนที่คิดจะเอาหนังแผ่นไปฉายถ้าคิดว่าทำถูกต้องไม่เป็นการทำลาย

คนวงการเดียวกันก็ทำไป   สำหรับหลายๆหน่วยก็คงพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วล่ะครับ เพียงแต่รอให้เรื่อง

ลิขสิทธิ์ออกมาชัดเจน ผมว่าไม่แน่ในอนาคตอาจมีการกำหนดสเป็คของเครื่องฉายและอาจต้องมีการลงทะเบียน

ควบคุมกันเป็นเรื่องเป็นราว ว่าใครฉายกลางแปลงได้ใครฉายไม่ได้...ถ้ามีการจัดระเบียบกันดีๆมันคงจะดีกว่านี้ถ้า

ทำดีแล้วมันไม่ดีก็คิดว่ามันเป็นเวรกรรมของบ้านนี้เมืองนี้ละกันครับ

.....ขอบคุณครับ ความเห็นส่วนตัวเพื่อให้ส่วนรวมได้รับฟัง




ใช่ครับตอนนี้ยังไม่ชัดเจน  อย่าไปทับลิขสิทธิ์ก็แล้วกัน  ได้ไม่คุ้มเสีย เอาอุปกรณ์ไปก่อนแล้วเคลีย ทีหลัง เราเตือนแล้ว ด้วย ความหวังดี   คือต้องเสียเงินอย่างเดียว




โอ๊ยเชียงใหม่ลำพูนฉายโปรเจ็คเตอร์กันทั้งนั้นฉายกันมาเป็นปีๆแล้วจนผมต้องเลิกรับงานแล้วครับเพราะยังยืนหยัดฉายฟิลม์แต่สู้โปรเจ็คเตร์ไม่ได้มีอย่างที่ไหน คืนละ 800 เอาแผ่นใส่อย่างเดียว




แล้วทำไมไม่แจ้งเจ้าของลิขสิทธิ์ล่ะ อย่างน้อยเขาต้องโดนข้อหา เผยแพ่ต่อสาธารณะชนนอกเคหะสถาณห์ ในแผ่นบอกไว้อย่างชัดเจน ถ้าเป็นผม ผมก็ทำอย่างที่นายดอนว่าล่ะครับ (ใครจะว่าเห็นแก่ตัวก็ชั่ง) อยากมาเอาเปรียบกันก่อนทำไม




ยังไม่เคยบอกใคร ขอเหลา เอ๊ย เล่าเลยละกัน



ไม่ต้องดูใหนอื่นไกล ผมนี่แหละ ไม่ได้เข้าโรงหนังมาครื่งปีแล้ว

เท่าที่นึกสาเหตุได้ก็คือ...
1.ไม่รู้(ว่ะ)พอว่าจะออกไปดูหนังทีไร ก็มีเหตุให้ไม่ไ้ด้ดูทุกที
2.การเมืองร้อนแรง ไม่กล้าออกบ้านไปพักใหญ่ --"
3.(อันนี้น่าจะเหตุผลใหญ่) หลังจากทีวี 21"เครื่องเก่าบึ้มไป ใหนๆก็ใหนๆละ ก็เลยหาเหตุถอย LCD 32" ออกมาให้มันรู้แล้วรู้แร่ดมันซะเลย



ที่น่าสนใจก็คือ หนังแผ่นเดิม ดีวีดีเครื่องเดิม นั่งดูมุมเดิม แต่พอเปลี่ยนเป็นจอ 32"แล้ว เออ...รู้สึกหนังมันสนุกกว่าเดิมหว่ะ






ปอลอ ในที่สุดก็ทำลายอาถรรพ์ลงได้เมื่อซักสองอาทิตย์ก่อน ทุ่มหมดตัว ไปนั่งดูเรื่อง Knight&Day ในโรงมาจนได้ เฮ่อ...ค่อยยังชั่ว



ดูสบายตา ระบบเสียงสบายหู นั่งดูที่บ้านกับคนรู้ใจ น่าจะเป็นสาเหตุให้คนไม่ไปดูหนังกลางแปลง

หรือเบื่อพวกวัยรุ่นที่เก่งในระยะ 1 กิโลเมตรที่ชอบหาแต่เรื่อง




การทำโรงหนังในบ้านมันก็เป็นอะไรที่ดีสะดวกสบาย สิ่งที่ควรอยู่ตรงไหนก็ให้ควรอยู่ตรงนั้น  อยู่ตรงที่ๆมันควรอยู่

ความนิยมที่ลดลงก็คงต้องเหลือไว้แค่เพียงการอนุรักษ์ ด้วยใจรัก ถ้ามีบุญพอผมคงอยู่ได้อีกสัก 40 ปี หนังกลางแปลงก็คงยังมีอยู่อย่างน้อย 40 ปีตามอายุขัย(ถ้าไม่ตายซะก่อน)ของผมเอง.งงงง




เรื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ ได้ข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ทางสุพรรณฯ นำมาฉายออกงานแล้ว โดนปรับไป 20,000 บาท




ดันกระทู้ขึ้นมาอีกครั้ง ช่วงนี้งานกฐินเพื่อนพ้องน้องพี่เจ้าของหน่วยต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง หน้าบานหรือหน้าเหี่ยว เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกใหม่ที่กำลังเตรียมเป็นเจ้าของหน่วยได้วิเคราะห์ว่าคุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า รักกันต้องช่วยกันสนับสนุน เข้าไปดูใน"ไปดูหนังกลางแปลงกันเถอะ"งานไม่ค่อยมีมาลง หรืออาจเป็นเพราะว่า งานยุ่งเลยไม่ค่อยมีคนโพสต์  ช่วนกันดันหน่อยครับ...... 




ช่วยดันครับพี่ี่่ ช่วยดันอีกหนึ่งแรงเอ้า...อึ๊บ


ทุกอย่างมีเกิดมีดับครับ พี่น้อง อย่าคิดมาก และสักวัน มันจะปลุกตำนานขึ้นมาให้เป็นที่นิยม ครับ สำหรับ หนังกลางแปลง มันไม่มีวันตายหรอก ตราบไดที่ผู้คนยังดูหนังอยู่ ตราบนั้น หนังกลางแปลง ไม่มีวันตาย


หนังกลางแปลง ส่วนตัวผมคิดว่าอีกนานครับที่จะสูญหาย หรือหมดความนิยมไป

เพราะตราบใดที่ การพักผ่อนของคนเราก็คือการดูหนังฟังเพลง ฟิล์มหนังทุกวันนี้

ก็พัฒนาจนไม่รู้จะชัดไปถึงไหนกันแล้ว เสียงก็ไม่รู้จะชัดเจนไปถึงไหนเช่นกัน

คนไทยเราก็เก่งแสงเสียงเราทําได้ไม่แพ้ฝรั่งหรือญี่ปุ่น เพียงแต่ว่าคนเราทุกวันนี้

มีทางเลือกในการดูหนังมากขึ้น ก็เลยมองต่างกันบางคนก็ไม่อยากจะมาทรมาน

(ทรมาน)มานั่งตากนําค้าง กลัวจะไม่สบายก็มี แต่ถ้าหนังกลางแปลงเราทําตัวเรา

ให้มีสเน่ห์ ในหลายๆอย่าง ดูหนังบางบริการเป็นตัวอย่าง ทําไมคนดูมากมายอันนี้

ก็น่าคิด อยากให้เรามาดูเราเองว่าเราขาดตรงไหนหรือมากไปตรงไหน ก็มาปรับแก้

แสง เสียงเป็นไง น่าจะสละเวลามานั่งดูไหม กลับบ้านต้องไปหาหมอรักษาหู ตา ไหม

ส่วนตัวผมคิดว่า โรงหนังยังอยู่เราก็ยังอยู่ ระบบดิจิตอลมันแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

โน่นแหละครับเขาเปลี่ยนเป็นดิจิตอลทุกโรงโน่นแหละครับ เราก็คงต้องเอวังเหมือนกัน

เอ่...แล้วบริษัทเช่าฟิล์มยักษ์ใหญ่เมืองไทยเขาจะยอมหรือครับ(ส่วนตัวล้วนๆครับ)




พุดถึงประเทศนอกเขาไม่มีหนังกลางแปลงเหมือนบ้านเราเขาจึงต้องผลิตฟิล์มน้อยลงถ้าเขาทําแต่ระบบดิจิตอลอย่างเดียวแล้วเขาจะขายกากหนังไห้ไครละครับ...ใช่ไหมครับ




ตอ้งพร้อมและยอมรับการเปลี่ยนแปลง...ที่กำลังจะมาถึง...แต่อีกนัยยะหนึ่ง  ถ้าชอบในจุดนี้เเล้ว การเปลี่ยนแปลง มันก็ใร้ความหมาย


เห็นพี่ใหญ่ยิ้มยิ้มเมืองชัยภูมิเอา 2 หน่วยมาวางรวมกันที่แวงน้อย ดูยิ่งใหญ่คุ้มค่าราคาเจ้าภาพน่าจะยิ้มแล้วกล่าวขานกันไปอีกนาน    นี้คือเสน่ห์ของหนังกลางแปลง ทำให้คิดถึง มณีทองรวมตัวกับเทียนทอง เกิดเป็นฉลองชัยยุคไฮเธคในอดีต  บางทีหนังเร่มันกำลังจะกลับมา กลับมาเพื่อฉลองศรัทธาเจ้าภาพไม่ใช่ประเภทหลอกคนชม ต้มคนดู   บอกเจ้าภาพหน่อยจ้างหมอลำสามหมื่นตีกัน(ไม่คุ้ม) จ้างหนังสองหมื่นได้จอใหญ่หนังใหม่ดูจนสว่าง(คุ้มกว่า) ช่วยกันบอกปากต่อปาก รับรองปีหน้าหนังเร่ไปรุ่งแน่นอนที่สำคัญเจ้าของหน่วยต้องกล้าปรับปรุง แสงสีเสียงและมารยาทลูกน้องหน่วยให้น่ารัก น่าพิจารณาในงานครั้งต่อๆไป




หนังกลางแปลงกับสังคมเมืองไทยผมว่ายังมีอยู่ตลอดไปครับ แต่บทบาทของหนังกลางแปลงจะเหลือน้อยลงเพราะกระแสสังคม คนไทยทุกวันนี้วิ่งตามฝรั่งชอบอะไรที่ใหม่ๆแปลกๆทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่ามันมีผลกระทบต่อสังคมตัวเราเองทั้งในระยะเวลาสั้นและระยะเวลายาวยังไง   คงจะมีอยู่กับกลุ่มคนที่รู้จักคำว่าพอมี พอกิน พอใช้และพอใจ ที่เป้นคนไทย ฉนั้นหนังกลางแปลงต้องคงมีอยู่คู่สังคมคนไทยได้แน่นอนครับ




ขอแจมครับ หนังกลางแปลงไม่ตายหรอกครับอีกนาน แต่เสน่ห์ของการฉายด้วยฟีล์มอาจจะหมดไปถ้าระบบดิจิตอล สามารถฉายกลางแปลงได้แบบเสรี ดูง่ายๆขนาดเตาฉายก็ยังเปลี่ยนจากเตาถ่านมาเป็นเตาซีนอนกันหมดเลย สมัยก่อนมีหนังมองท้องฟ้าจะเห็นลำแสงของเตา เดี๋ยวนี้ไม่เห็น ผมว่าเตาหลอดทำให้คนฉายหมดฝีมือลงไปนะและสบายมากขึ้น เพราะไม่ต้องคอยจี้ถ่าน ฝีมืออยู่ตรงเปลี่ยนถ่านนะครับเปลี่ยนอย่างไรหนังถึงไม่ดับและต้องประคองแสงอยู่เรื่อยๆ ถ้าเมื่อไรเปลี่ยนเป็นดิจิตอลมือฉายหนังตกงาน ชัวร์.....ยังไงหนังกลางแปลงไม่หมดหรอกครับ ขนาดผมยังกล้าทำหน่วยฉาย 16 มมออกฉายเลยครับคนดูมีแน่นอนครับ


คิดถึงรถคันี้จัง


สรุปประเด็นเลยละกัน



1.เราไปห้ามโลกไม่ให้หยุดหมุนไม่ได้หรอกครับ
2.และโลกมันอาจจะหมุนไปในคนละทิศกับเราด้วย
3.ทำไงล่ะครับ...ก็ต้องหมุนตามโลกให้ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็อย่าให้ทิ้งห่างกันนัก





ดูอย่างกระทู้นี้สิครับ วิธีหมุนตามโลก (อย่างที่ผมคิดไว้เปี๊ยบเลย...)


http://www.thaicine.com/wboard/maintopic.php?GroupID=62&Begin=0&ID=6603



ช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี คงมีขลุกขลักกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องลิขสิทธิ์ แต่สุดท้าย มันก็ต้องมีทางออกจนได้แหละครับ เชื่อผมเหอะ



ครับผมเห็นด้วยกับคุณป้อมคือการได้ดูหนังที่ฉายจากแผ่นฟิล์มมันมีชีวิตยิ่งได้เครื่องฉายที่ใช้เตาถ่านยิ่งดูมีมนต์ขลังถึงแม้ตอนนี้ผมใช้เตาซีนอนอยู่ก็ตามแต่ผมก็ยังรักเตาถ่านอยู่ดี




สู้ได้หรือไม่อยู่ที่ใจ  ถ้าใจรักหนังกลางแปลงยังไงฟิล์มก็ต้องดีกล่าวดิจิตอล(ขอให้หนังกลางแปลงจงเจริญ)




ปีใหม่ล่วงเข้ามาหกวันแล้ว ช่วงปีใหม่ตั้งใจจะหาดูหนังกลางแปลงงานบุญแถวบ้านยางตลาดกาฬสินธุ์ แต่หาไม่เจอ เลยกลับมากางจอตั้งเครื่องฉายเองเลย  หลังจากที่นอนดูหนังหลังบ้านตั้งแต่วันสุดท้ายของปีที่แล้วจนอิ่มรู้สึกว่างานไม่ค่อยจะมี  ขับรถผ่านสำนักงานของ ส.อ.น.ภาพยนตร์ตรงข้ามกับเทศบาลเมืองเก่า เห็นรถหน่วยจอดอยู่หลายคัน ผ่านหนองเรือรถหน่วยสวัสดิ์ฟิล์มก็จอด ถึงชุมแพหน่วยเฉลิมกรุง, หน่วยจ่อยประดิษฐ์ ก็จอด  อ้าว!!!!!!! แล้วจะมีงานช่วงไหนหละ ใครมีงานเยอะช่วยดึงเพื่อนๆในวงการหน่อย เห็นแล้วเหนื่อยใจ จะให้อยู่ได้คงต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย(ฉายแก้บน)เหมือน สีทอง/หกสี่เอี่ยว/ประดิษฐ์/จารย์โอ เทพมงคล ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น /ลักกี้ของพี่ประยูรวัดพระเจ้าใหญ่ซำสูง  อนาคตของหนังกลางแปลงจะปแนว ได๋นอ ........




อนาคตหนังกลางแปลงจะได้กลับมาแน่นอน เพราะคนเราเยอะมากเหมือนสมัยแต่ก่อนโน้น คนต้องการออกมาเที่ยวนอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในบ้าน แน่นอนใครที่มีหน่วยหนังต้องรักษาหน่วยไว้ให้ดี มั่นใจล้านเปอร์

เซนต์ ตอนนี้ความเจริญกำลังเต็มที่ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังอยู่ตัว และอดีตเราเป็นอย่างไร อนาคตเราจะต้องเป็นเหมือนอดีตคะ




คุณว่าไหมว่าโปรเจกเตอร์ก็เหมือนหนัง 16 มม ในสมัยอดีต แล้วอนาคตของโปรเจกเตอร์ละจะเป็นอย่างไร ใครรู้ช่วยตอบหน่อยคะ


อนาคต โปเจ็กเตอร์ มาแทนเครื่องฉายแน่นอน  ตอนนี้ที่เมื่องนอก ขยับ กันไปแล้ว แต่ ที่เมืองไทยเรา อีกหลายปี แต่อนาคต โปเจ็กเตอร์ มาแน่ จะขยับจากโรงใหญ่ก่อนครับ  สังเกตุให้ดี มีแต่หนัง 3d  ปี 54  หนัง 3d จะมีมากเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว ครับ


อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทําปัจจุบันให้ดีครับ ช่วยกันคิดครับ

ว่าทําอย่างไรให้เจ้าภาพนึกถึงเราบ้าง หรือนึกถึงเราก่อนเวลา

จะหามหรสพมาสมโภชน์ในงาน เชื่อเถอะครับหนังกลางแปลง

เรายังไม่ตายครับ.....................................................................




 

หนังกลางแปลงยังไม่ตาย ..........แต่แถวบ้านผมจากที่มีปัจจุบันไม่มีหนังกลางแปลงฉายมานานแล้ว




บ้านผมที่ จ. ลพบุรีไม่มีหนังกลางมาฉายประมาณ 10 ปีได้แล้ว ส่วนใหญ่มีงานวัด งานบุญ จะจ้างลิเก หรือหมอลำซิ่ง


ส่วนตัวคิดว่าเป็นความนิยมแต่ละภาคก็มีส่วนนะครับ มหรสพแต่ละภาคก็นิยมไม่เหมือนกัน

บางภาคแทบจะหายไปเลยก็มี เช่นภาคใต้ ภาคเหนือตอนแรกนึกว่าไม่มี แต่ก็ยังพอมี เขต

ภาคกลางบางแห่งก็หายไปเลย ยกเว้นทางสุพรรณและจว.ใกล้เคียง อีสานก็ยังมีเกือบทุก

จังหวัด หนังกลางแปลงยังไม่ตายผมมั่นใจ(ส่วนตัว) อาจจะซบเซาบ้าง แต่ก็ยังพอหาดูได้

ครับ วันเด็กที่ผ่านมาพึ่งไปดูมา สุขสวัสดิ์ 26 คนดูเยอะสุดๆ ถ้าเป็นวิกหนังก็คงวิกแตกครับ








ขอให้หนังกลางแปลงจงเจริญ


    (ภาคของเจ้าของหน่วย)   อนาคตของหนังกลางแปลง     ลงทุนลงแรง ลงใจ    

                                                 ยืมเงินซื้อปรับปรุงเปลี่ยนไป        เพื่อให้ได้คุณภาพบริการ             

                                                  เลนส์เก่าซื้อใหม่พร้อมสรรพ        ยังไม่นับหลอด   สไลด์ ซาวด์เปลี่ยนใหม่

                                                  ไฟประดับ เครื่องเสียงชุดใหญ่     เตรียมไว้ให้เจ้าภาพได้พิจารณา   

         (ภาคของเจ้าภาพ)          ทำบุญงบน้อยคอยประหยัด           ต้องจัดสรรเงินหลายที่

                                                พระสวด อีกทั้งค่าวงดนตรี             อาหารมากมีเตรียมการ

                                                จ้างหนังมาร่วมแจมให้งานใหญ่       งบไว้ สามพันห้าฉายถึงสว่าง

                                             จอใหญ่ๆหนังใหม่ๆอลังการ                 มันไม่มีงานยังไงมันต้องมา......

(ภาคของสมาชิกในเว็ป)         เปิดทุกวันดูทุกวันก็มันติด             ปล่อยความคิดอดีตเก่ามาเล่าขาน

                                                  หนังกลางแปลงความบันเทิงให้สำราญ  ต้องเฝ้าอ่านทุกกระทู้ที่เข้ามา

                                                 ไปดูหนังกลางแปลงกันเถอะ              ใครเจอะใครฉายกันที่ไหน

                                             จอกี่เมตร/แสง/เสียงอย่างไร                   ไม่สนใจราคาจ้างและการลงทุน

อ่านเล่นๆนะครับสมาชิกที่รักทุกท่าน   นั่งอ่านไปสมองก็เขียนไป  ขอให้หนังกลางแปลงจงมีงาน

 

 




ผู้ใหญ่บอกว่าอยากรู้อนาคตให้เรียนรู้อดีตคะ


เมื่อวานนั่งคุยกับเพื่อนอำเภอชุมแพ   ที่เคยทำหนังกลางแปลงด้วยกันหลายคน ตั้งแต่ยุคล้อมผ้า ๕ บาท  ค่าหน่วยขั้นต่ำ สามสี่พันบาท น้ำมันโซล่า ๘ บาท หนังต้องนัดวันงานให้เจ้าภาพเสร็จสรรพ  หลายคนอยากให้บรรยากาศแบบนั้นกลับมา หลายคนอยากกลับมาเริ่มทำใหม่ แลกเปลี่ยนแนวคิดประสบการณ์กัน คนนี้จะไปหาสปอนเซอร์แบบนี้แบบนั้น  คนนี้จะเพิ่มเก้าอี้ในการนั่งชม คนนี้จะจัดหน้าโรงล้อมผ้าให้ดึงดูดใจ คนนี้จะลงเครื่องเสียง/เครื่องฉายแบบนี้ คุยกันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นที่สำนักงานรับงานนั้นแหละ  ได้ข้อสรุปว่า......ใครจะมาจ้างเรา..... เผอิญเห็นรถโฆษณาโรงหนังวิ่งผ่านมา ทักทายกันสอบถามได้ข้อมูลมาน่าตกใจ  หนังฉายในโรงมีคนดูรอบละ ๖-๑๐ คน  อ้าว !!!!!!! ที่เราคุยกันว่าจะทำอย่างนี้อย่างนั้น มันก็เสียเวลาเปล่า  เอาเป็นว่า  พรุ่งนี้คุยกันใหม่ (  เวลาว่างๆของหน่วยหนังเมืองชุมแพ ว่างเสียจนไม่มีเวลาไม่ว่าง)


คนส่วนมากจะมองข้ามหนังกลางแปลงว่าจ้างแล้วไม่มีคนดู แต่บางที่ เขาจ้างหนังกลางแปลงไปแล้วคนยังดูเยอะมากแต่พฤติกรรมคนที่ดูหนังกลางแปลงจะดูน้อยเรื่องลงเคยดูสว่างก้อจะดูแค่ 2 เรื่องคะ เห็นกับตาตัวเองแล้วคะวันนั้นคุณพ่อไปฉายเองคนนั่งรอเพราะวันนั้นเจ้าภาพมาจ้างค่ำคะ คนดูเยอะมากคะ ไม่ได้โม้นะคะ สักวันหนังกลางแปลงจะกลับมาครองใจคนดูคะขอให้เราช่วยกันรักษาไว้คะ  อดีตเราเป็นอย่างไร อนาคตเราเป็นเหมือนอดีตคะ




เห็นด้วยกับพี่ตุ้มครับ  เพราะดูยังไงคนดูหนังกลางแปลงก็เยอะกว่าดูวงดนตรีหรือหมอลำซิ่ง หมอลำซิ่งที่ว่าเยอะผมว่าทางเจ้าภาพชอบสนุกเมาหน่อยก็เต้นหน้าเวทีไม่เคยหันกลับมาดูข้างหลังเลยว่าคนมากน้อยขนาดใหน ตามที่ผมสังเกตุดูคนจะไม่เยอะเท่ากับดูหนังกลาแปลงของเรา ขอยืนยัน หนังกลางแปลงกำลังจะกลับมาฮ๊อตฮิตอีกครั้ง




ไม่มีคนดูก็ไม่เป็นไรเท่าไหร่ครับ ขอให้มีคนจ้างเยอะก็พอ เดี๋ยวคนดูก็มีเองครับ




ไม่มีคนดูก็ไม่เป็นไรเท่าไหร่ครับ ขอให้มีคนจ้างเยอะๆก็พอ เดี๋ยวคนดูก็มีเองครับ




ถ้าเรายังคงอนุรักษ์หนังกลางแปลงไว้ ทำให้ลูกหลานดู ถึงไม่มีคนจ้าง เราฉายฟรีคะ เพราะเราต้องการนำเสนอหนังกลางแปลงคะ เดี๋ยวเราฉายบ่อย ๆ เจ้าภาพเห็นบ่อย ๆ เขาก้อพากันจ้างเองแหละคะ เพราะหนังกลางแปลงก้อเป็นศิลปะอีกสาขาหนึ่งของความบันเทิงแต่คนจะดูหนังน้อยเรื่องลงเพราะคนมีภาระหน้าที่มากกว่าอดีตเพราะปัจจุบันคนเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนรายวัน พฤติกรรมตัวนี้แหละทำให้คนเราดูหนังกลางแปลงไม่สว่าง แต่ดูอยู่ 2 ถึง 3 เรื่อง เราควรฉาย ๆๆๆๆ ไม่ต้องหวังผลในวันนี้ เดี๋ยวนี้ แต่เราต้องคิดยาว ๆ เราต้องคงไว้ซึ่งหนังกลางแปลงคะ





คนไทยเรามีนิสัยเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และสิ่งที่ดี ๆ จะกลับมาหาเราเองคะ คนไทยเรายิ่งให้ ยิ่งรวย คะ ไม่มีคำว่า จน คะ







ว่าจะไม่พูดละ แต่มันอดคันปากไม่ไหว ขอออกความเห็น( เ สื อ ก ) นิดนึงครับ




นานแล้ว ช่วงซักปลายปีที่แล้ว ช่องทีวีไทยเอาหนังเรื่องโหมโรงมาฉาย ผมเคยดูแล้ว แต่ก็ขอนั่งดูอีกรอบ


ก่อนเข้าหนัง ก็มีบทสัมภาษณ์อ.ณรงค์ฤทธิ์ (ที่เล่นเป็น ขุนอิน ในเรื่อง) เกี่ยวกับทิศทางดนตรีไทยในปัจจุบัน-อนาคต


ผมจำคำพูดไม่ได้คำต่อคำหรอกนะ แต่สาระโดยสรุปก็คือ

ดนตรีไทย - ถ้าถามว่าจะสาบสูญไปเลยหรือเปล่า? คิดว่าคงไ่ม่ถึงขนาดนั้น ยังไงๆก็มีหลักสูตรในสถาบันอยู่ มีคนที่ตั้งใจศึกษา/ถ่ายทอดความรู้อยู่เสมอ และมีการจัดงาน ทั้งประกวดประขัน หรือออกงานเฉยๆกันอยู่เนืองๆ

แต่ถ้าหวังจะให้กลับมารุ่งเรืองเฟื่องฟู ขนาดร้องรำทำวงกันทุกบ้านทั้งเมืองเหมือนสมัย 60-70 ปีก่อนนั้น...เป็นไปไม่ได้


เพราะอะไร? ก็อย่างที่ผมโพสต์ไว้หน้าก่อนนั่นแหละครับ - เพราะโลกมันหมุนไปทุกวัน และไม่มีทางที่เราจะไปห้ามไม่ให้มันหยุดหมุนด้วย
อย่างดีที่สุด ก็ขอแค่ตามไปห่างๆ อย่าปล่อยให้ตัวเรา"ตกโลก"ไปกว่านี้เป็นพอละกันครับ



ปอลอ คคห.ส่วนตัว ถ้าแทงใจดำใครเกินไปก็ขออภัยครับ




เมื่อวันที่ 7 ก.พ ที่ผ่านมาได้ไปรับใช้บ้านหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม ไม่น่าเชื่อว่าคนจะดูหนังกลางแปลงเยอะขนาดนี้ ไม่ได้โม้ แต่เห็นกะตาตัวเองว่าคนไทยเรายังบริโภคหนังกลางแปลง วันนั้นเช่าหนังจากธนาอุดร เรื่อง ท้าชน และฟงวิน ภาคใหม่ เห็นแล้วดีใจมาก ๆ มันเป็นความภาคภมูใจอย่างบอกไม่ถูกคะว่า หนังกลางแปลงยังหากินได้ พระเจ้าจอดร์ มันยอดมาก แต่คนดูแค่ 2 เรื่อง เออ เรื่ององค์บากภาคแรกคนก้อยังนั่งดูไม่มีลุกเหมือนกันคะ แม้ แจ๋วจริง ๆ อยากให้ทีมงานพี่ ๆ ไทยซีนมาเห็นบรรยากาศวันนั้นจริง ๆ วิเศษมากเลยคะ





ทำงานขี้ยางฯเหนื่อยมากวันนั้น แต่มาเห็นคนดูหนังฯเยอะหายเหนื่อยเลยคะ  ดีใจที่สุดในโลกไม่รู้จะใช้อารมณ์ไหนอธิบายบอกไม่ถูกจริง ๆ รู้แต่ว่า วันนั้นเก็บของเสร็จกลับถึงบ้าน ตี 3 พอดีคะ

 

 




อ่านความเห็นแล้วชื่นใจครับ  มีความสุขกับคนที่รู้สึกเหมือนกัน  ทุกวันต้องเข้ามาอ่าน     พอตอนเย็นวันศุกร์ผมก็ใช้วิธีระบายความอยากหนังกลางแปลงด้วยการฉายโปรเจคเตอร์ขึ้นโครงหลังบ้าน ยกเครื่องเสียงมาวาง ฉายสักเรื่องสองเรื่อง  ถ้าเป็นฉายฟิล์มคงไม่ไหวเพราะเตามันใหญ่/ สงสารหนามเตย/ประปุกจำปา/ อีกอย่างหนังมันเก่าแล้วและไม่มีคนช่วย     เกรงใจคนอื่นที่เขาดูด้วยเขาบอกฉายแต่เรื่องเดิม  นั่งดูกันคนสองคน ระบบแสง/เสียงสุดยอด ซื้อของมาเรื่อยๆเพราะชอบ     แต่แปลกใจ ผมกลับมาอยู่บ้าน(ย้ายที่ทำงานใหม่)ไม่เคยมีญาติ หรือเพื่อนผมติดต่อว่าจ้างหนังสักที  ทั้งที่ในอดีตงานบุญผมเคยเอาหนังมาช่วยทุกปีจอใหญ่ หนังใหม่   บ้านผมอยู่ตำบลหัวนาคำ ยางตลาดครับ แต่ก่อนผมเป็นเด็กได้ดูหนังล้อมผ้าทุกอาทิตย์ เกือบวันเว้นวัน ไม่ว่าจะเป็น นิวพิชัย ฉลองชัย ไทยแหลมทอง(งานเยอะจนมาเปิดสาขา) ฯลฯ เพราะแค่หมู่บ้านผมก็ปาเข้าไปเกือบ พันกว่าหลังคาแล้ว   เดี๋ยวนี้เกือบจะครบสองปีที่ย้ายมา ยังไม่เคยเห็นหนังที่เขาจ้างมาสักงาน (ยกเว้นหนังขายยา) หรือนานๆมาล้อมผ้าที ส่วนผมก็ปรับตัวให้หลานรับงานคาราโอเกะเอาชั่วโมงละ ห้าร้อย เหมา สองถึงสามพันบาท   หรือสังคมมันเปลี่ยนไป หมุ่บ้านผมเกือบทุกบ้านจะค้าขาย มีรถยนต์ หกล้อ สิบล้อขนส่งที่นอน หมอนมุ้ง เศรษฐกิจดีสุดยอด  ไอ้เพื่อนที่เคยมุดผ้าวิกหนังด้วยกัน(ปัจจุบันนักการเมือง) มันไม่เคยถามหาหนังเลย  งานบุญบ้านมันมันเหมาโคโยตี้ ผมฉายหนังทุกวันศุกร์ที่บ้านเพราะชอบ   มันถามผม บ้าหรือเปล่ากางจอฉายหนังดูคนเดียว  ผมบอกไม่บ้าหรอก ถ้าบ้าหลวงจะจ้างทำงานเหรอ    อ่านเล่นๆนะครับ  ความนิยมแล้วแต่ละชุมชน  ผลงานแล้วแต่เงินลงทุน  เจ้าภาพแล้วแต่ ศรัทธา




วันนี้ ที่บ้านสร้างติ๋ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม มีหนังกลางแปลงงานบุญกองข้าวหน่วยที่ฉายคือ หน่วยธีระภาพยนตร์นาแกคะ ดีใจมากที่คนจ้างหนังกลางแปลงไปฉายคะ (10 ก.พ.54)




เสียดายจัง งานพระธาตุพนมไม่มีหนังสักจอเลยคะ เสียใจนิดหนึ่งคะ น่าจะมี คนเยอะมาก ๆคะ




งานนมัสการพระธาตุพนม ช่วงเดือน 3 มาฆบูชา สมัยก่อนๆๆ ตลอดงานเกือบ 10 วัน ถือเป็นแหล่งและศูนย์รวมหนังกลางแปลงจากทุกสารทิศ เลยก็ว่าได้ ผู้คนหลายแสนจากทั่วสารทิศแห่มาเที่ยวงาน จนไม่มีที่เดิน ผู้คนต้องไหลไปมาเหมือนสายน้ำ ไม่น่าเชื่อว่ามาถึง ณ วันนี้ จะไม่เหลือหนังกลางแปลง ให้ชมสักจอ

 




ทางวัดพระธาตุพนมน่าจะจ้างหนังกลางแปลงฟรีให้คนดูเนาะ เพราะวัดก้อคนมาทำบุญเยอะมาก เงินคนมาทำบุญนี้วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้เท่าไร ต่อเท่าไร เยอะมาก นี่ถ้าเป็นกรรมการวัดจะจ้างมาฉายให้คนดูฟรีเลยคะ


สังคมเปลี่ยนไปแล้วครับ เดี๋ยวนี้งานประเพณีส่วนใหญ่เขามีคนมาประมูล บ้านผมตัดลูกนิมิตร มีพระมาจากไหนไม่รู้บริหารเสร็จสรรพ ยิ่งกว่านักธุรกิจ ทำเองหมด ป้ายโฆษณาราคาเท่านี้  พระนิมนต์เท่านี้ เครื่องเสียง เครื่องไฟ เท่านี้ถ้าไม่ให้จัดการ ไม่ต้องมานิมนต์อาตมาไปเป็นประธาน  !!!!!!!!!!! บางที่ที่ผมเคยไปรับงาน หลวงพี่โทรสอบถามเลย จอกี่เมตร เครื่องเสียงกี่แท่น รถใหญ่หรือเปล่า เตากี่โล  สุดท้ายจะให้ค่าโทรศัพท์อาตมาเท่าไหร่ เดี๋ยวจะคุยกับเจ้าภาพให้   ( อยู่กุฏิ มีใบปิดหนังของบริการต่างๆเพียบ เหมือนสำนักงานทั่วไป สนใจลองไปดูแถว  ถนนหนองเรือ---ไปอำเภอบ้านแท่น ชัยภูมิ หลวงพี่คงให้อะไรดีๆๆกับเราอีกเยอะ)




ในงานมนัสการพระธาตุพนม ผมได้ยินว่า เป็นนโยบายไม่ให้มีหนังกลางแปลงปิดวิก จริงหรือปล่าวไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาสองปีไม่มีสักจอ หรืออาจเป็นเพราะลงวิกแล้วไม่มีคนดู หรืออาจเป็นเพราะค่าเช่าที่แพง เจ้าของที่ทำรับจอดรถได้ราคาดีกว่าให้หน่วยหนังมาปิดวิก 


พระจริงหรือเปล่าครับ คุณอาร์ต...

แบบนี้ก็มีด้วย....




เรามองโลกในแง่ดี และเพิ่อนที่เราคบก้อมีแต่เด็ก ๆ เลยไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของผู้ใหญ่คะ ที่พวกคุณพูดมาก้อไม่รู้นะ รู้แต่ว่าเรามีหน้าที่ของเราอย่างไรเราก้อทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดคะ ขอให้เราทุก ๆ คนรักกันไว้ให้มาก ๆคะ




ตอบคุณดอน บั้งไฟ พระจริงแท้ เจ้าอาวาสด้วย  ท่านเก่งมากเรื่องระบบเครื่องเสียง/เครื่องฉาย อายุน่าจะประมาณ ห้าสิบกว่าเกือบหกสิบ


คงเป็นจริงอย่างว่าครับ...เพราะงานนมัสการพระธาตุพนมปีนี้ก็ไม่มีหนังครับ...ผมพึ่งไปมาเมื่อสองวันก่อนนี้ครับ...หนังกลางแปลงจะอยู่กับเราหรือไม่..มันก็คงขึ้นอยู่กับตัวเราและทุกท่านที่ยังรักในมนต์เสน่หของแผ่นฟิลม์ครับ...อย่างผมครับชื้อมาเพราะใจรักชอบในสิ่งที่รัก
ถ้าเราอนุรักษ์ใว้มันก็จะมีสืบต่อชั่วลูกหลานแต่ถ้าลูกหลานไม่อนุรักษ์สักวันมันคงจะเหมื่อน
 เครื่องเล่นวีดีโอครับแล้วมันก็ตายไปกับเรา......
รักในสิ่งที่ทำครับ....ถ้าไม่มีหนังกลางแปลง..อย่างน้อยก็คงฉายที่ห้องนอนตัวเองครับ...



ขอให้กำลังใจ  ผู้ที่สืบสานหนังกลางแปลง มรดกของคนไทย




อยากถามแต่ละหน่วยคะ ทุกวันนี้ เดือน ๆ หนึ่งมีงานกลางแปลงที่เจ้าภาพจ้างไปฉายตกเดือนละกี่งานคะ(ใครก้อได้ช่วยตอบหน่อยคะ) อยากรู้จริง ๆ คะ ขอบพระคุณล่วงหน้าคะ




เห็นด้วยครับ จะได้เป็นข้อมูล  เกี่ยวกับอนาคตของหนังกลางแปลง ครับ




เคยเข้าเวปนันทวันสุรินทร์เดือน1-4ปี54ว่าง4-5วันเองขนาดมี2หน่วยน่ะคับออกทั้ง2หน่วย  อยากมีหน่วยมีงานเหมือนจัง




ดีใจด้วยคะ




หน้งกลางแปลงยังอยู่ได้อีกนานตราบเท่าที่คนดูหนังยังมีอยู่  และหน่วยบริการต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด  1. ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยทำหน่วยให้กะทัดลัดเพือต้นทุน  2. ต้องเพิ่มคุณภาพ แสงและเสียงโดยเฉพาะระบบเสียงมีผลมากกลับผู้ชม (dolby 3.1)เป็นระบบประหยัด ที่สุด ดูแลไม่ยุ่งอยาก ให้เสียงใกล้เคียงกลับโรงภาพยนตร์                            (ความเห็นส่วนตัวครับ)    


เป็นความคิดที่ดีคะ...เห็นด้วยคะ


ผมขอคุยด้วยคนครับผมเฝ้ามองดูวงการหนังกลางแปลงมานานเห็นการเปลี่ยนแปลงสมัยนี้หนังเก่าเอาไปฉายไม่มีคนดูเพระเข้าดูvcdกันหนังออกจากโรง1-2เดือนก็ได้ชมแล้วถ้าพวกเราเอาหนังใหม่ไปเสนอเจ้าภาพ  เจ้าภาพต้องจ่ายเงินมากการว่าจ้างก็ยากสรุปเลยนะครับค่าฟิล์มแพงไปหน่อยสำหรับการนำไปฉายการแปลงแต่ถ้าราคาไม่แพงก็คงจะดีมากอีกนิดสำหรับหน่วยใหญ่ๆเครืองเสียงมากๆต้องใช้ไฟมากต้องใช้เครืองปั่นไฟอีกเจ้าภาพต้องจ่ายเพิ่มอีก(น้ำมันแพงนิ)แต่ก็ต้องสู้ต่อไปกันนะครับเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยครับ




วันนี้ มีงาน ที่บ้าน นาทุ่งมั่ง ต.บ้านแก้ง อ.นาแก จ.นครพนม เช่าหนังจาก ธนาอุดร 2 เรื่อง คะ 1.มือปืนดาวพระเสาร์2.ฟงอวิ๋น2 ขี่พายุทะละฟ้า และแถมหนังที่บ้าน 2 เรื่อง องค์บาก ภาค 1 เจ้าภาพบอกว่าถ้ามีคนดูให้ฉาย 4 เรื่อง ถ้าไม่มีคนดูให้ฉาย 3เรื่องคะ


วันที่ 19 มีนาคม 2554 ท่านมหาฉลอง วัดบ้านเหล่าภูมี  ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม จ้างหนังของทีมงานเราไปฉายคะ ท่านฯ โทรมาจ้างคะ 


ที่จังหวัดอื่นยังพอมีหน่วยฉายมากพอสมควร  แต่ที่จังหวัดสระแก้วแทบจะไม่มีให้เห็นแล้วครับ  ถึงมีงานฉายก็แทบจะไม่มีคนดู  เพราะหนังที่ฉายได้แค่เพียงหนังเก่าๆ  เพราะหนังใหม่ๆค่าฟิล์มแพงมากตกเรื่องละประมาณ สองหมื่นห้า ถึงสามหมื่นบาท  รับงาน 6-7 พันบาท ตายสนิทครับท่าน  อยากให้ค่าฟิล์มหนังใหม่ๆถูกๆหน่อย จะบลุ๊คมาฉายมั่ง  รับรองคนดูเพียบ   จากสมาชิกใหม่  เต๊ะโฆษณาภาพยนตร์


ตอบคุณเต๊ะโฆษณา

มันเกิดขึ้นมานานแล้วครับ ประกอบกับ ได้กำรี้กำไรจากโรง ซึ่งเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น เค้าจึงวางเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ เท่ากับว่า ... ? ...

โซนที่ผมอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรจากทางโน้นครับ ค่าเช่าฟิล์มถูกจริง แต่เงื่อนไขถูกมัดมือชกไว้เสร็จสรรพ

ในเมื่อถูกกำหนดมาแล้ว คงยากที่จะกลับไปอย่างที่เคยเป็นครับ




คุณเคยคิดไหมว่าทำไมเป็นสาเหตุที่ทำให้คนบางคนไม่อยากดูหนัง ไม่อยากดูดนตรี ไม่อยากเล่นคอมฯ บางคนหันหาเข้าธรรมชาติ นี่เป็นความคิดส่วนตัวนะคะ เพราะแต่ก่อนเผื่อหนังจะได้แต่ละเรื่อง(สร้างเสร็จ) เผื่อจะได้ดู มันใช้เวลานาน มันต่างกับทุกวันนี้ สร้างไว้ก่อน สร้างไว้ รอไว้ รอฉาย รอขาย และสิ่งที่ให้คนดูมันเยอะ สิ่งที่คนจะเลือกเป็นตัวระบายอารมณ์ มันเยอะมาก ไม่เหมือนแต่ก่อน ทุกอย่างมันเลยเสมอตัว ไม่ว่าหนัง ไม่ว่าดนตรี ฯลฯ มันไม่โดดเด่นเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ว่าปัจจุบันเราต้องทำตามกระแสนิยมคะ เอาตามความนิยมส่วนมากเราถึงอยู่ได้ และตัวเราเองไม่ต้องคิดมากคะ มีอะไรก้อทำไป ประคับประคองไป สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องรักตัวเองให้มาก ๆ สุขภาพคะ มาที่1 รองลงมาคือ เราต้องรักษางานของเราคะ พัฒนางานเราให้ดีที่สุด แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะไปตามระบบคะ........แล้วเราก้ออยู่ได้ตามยุค ตามสมัยคะ ไม่รวย ไม่จน คะ




เออ ลืมไปอีกอย่างหนึ่งคะ คนทุกวันนี้ เป็นหนี้เยอะ คะ ไม่เหมือน คนแต่ก่อน หนี้ก้อไม่ค่อยมีเพราะมีแต่ทำนา ทุกวันนี้มีแต่ค้าขาย ส่วน ยิ่งท่านที่ทำงานราชการแล้วมีแต่ กู้ กู้ ๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่กู้แต่ระเบิดคะ.....คนเลยเป็นหนี้เยอะ หมุนเงินไม่ทัน ทำให้ เงินติดขัด บางคน จัดงานแต่ละที ต้องงด จ้างสิ่งที่มาบันเทิงในงานเพราะงบมีจำกัด เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะขึ้น เลยจัดแบบพอแล้ว ๆ คะ




ก็สมัยก่อนน่ะ มีแต่ทีวีขาวดำจอเล็กๆแล้วก็ยังไม่มีทุกบ้านเสียด้วย(นึกย้อนไปแล้วไม่น่าเชื่อว่า) เพื่อนๆก็มักจะมาดูทีวีที่บ้านผม(ธานินทร์  21" ที่เปลี่ยนช่องเป็นลูกบิด แก้กๆ)แล้วทำไมโรงหนัง หรือ หนังกลางแปลงจะไม่อยู่ในใจของคนในสมัยนั้นเล่าครับ ภาพก็ใหญ่โตอลังการ สีสันก็จัดจ้านสวยงามกว่าทีวีขาวดำในบ้านแบบไม่ต้องเทียบกันเลย   ยุคต่อมาข้างบ้านมีทีวีสี ก็ตื่นเต้นกันมาก พากันไปยืนดูกันใหญ่เลย เวลาที่แม่ออกไปจ่ายตลาดนอกบ้าน กลับมาก็จะบอกว่า ตัวละครตัวนี้ๆ ใส่เสื้อสีอะไร ..555 มาคิดตอนนี้ก็ตลกๆปนคลาสสิคดี กับวันเก่าๆ  

                        และนั่นก็ยังไม่เท่าไรแม้จะเริ่มมาในยุคของทีวีสีเริ่มแพร่หลายแล้ว ขนาดของจอก็ยังคนละโลกกับภาพยนตร์35มม.ที่ฉายทั่วไปอยู่ดี สัดส่วนของจอสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่สวยเหมือนจอหนังกลางแปลง....รายการก็แล้วแต่สถานีจะจัดให้ดู อย่างวันเสาร์อาทิตย์หยุดเรียน ก็จะดูการ์ตูนอย่างขมักเขม้น(เก็บทุกเม็ด... เพราะไม่ใช่วีดิโอหรือซีดีที่จะฉายซ้ำได้อย่างสมัยนี้)

                       แอ่น...แอ๊น..ทีนี้ก็เริ่มมาถึงยุคของวีดิโอVHSกันแล้ว(คู่แข่งตัวแรก ของภาพยนตร์35มม.) ยุคนี้แหละ ที่การดูหนังภายในบ้านเริ่มแพร่หลาย ผู้ชมเลือกชมได้ตามใจชอบ จะนั่งจะนอนก็ตามใจ จอทีวีก็ใหญ่ขึ้นทุกทีสวนทางกับราคาที่ถูกลง แล้วก็มาถึงยุคนี้ที่เทคโนโลยีอะไรต่ออะไรมากมายหลั่งไหลกันเข้ามาไม่ต้องบรรยายแว้ว...ว     พล่ามมาตั้งเยอะ..เราก็แก่แล้วเหมียนกันนะนี่

                      แต่ถึงอย่างไรก็ยังชอบหนังกลางแปลง นึกถึงบรรยากาศเก่าๆที่เคยผ่านมา มีหนังกลางแปลงที ก็จะเกิดตลาดย่อยๆตามขึ้นมา ทั้งอ้อยควั่น ถั่วลิสงต้ม น้ำผลไม้ปั่น (มีเครื่องปั่นไฟดัง แท่กๆๆ) ข้าวโพดมีทั้งคั่วและไม่คั่ว พอได้เวลาฉายคนฉายต้องขอร้องให้แม่ค้าดับไฟหน้าร้านซะทีเถอะ แสงไฟจากตะเกียงหน้าร้านมันไปส่องเข้าจอ ก็มีแง่งอนกันเล็กน้อย ก็ร้านมันเยอะไม่มีที่ตั้งก็เลยไปตั้งข้างๆจอชนิดเผาขนเลย

                      สมัยก่อนน่ะ เคยมีหนังฉายแก้บนที่ศาลเจ้าแถวบ้านแทบทุกคืน(คืนไหนไม่มี เป็นเรื่องแปลก)คืนไหนไม่มีหนังที่ศาลเจ้าจะเงียบ และมืดสนิท พอคืนไหนมีหนังมาฉายก็จะกลับมามีชีวิตชีวา คึกคักกันอีกเหมือนเดิม)หนังที่ฉายในศาลเจ้าแถวบ้านใครไปช้าไม่มีหวังที่จะได้นั่งดูหรอก เพราะคนจะแน่นไปหมดต้องยืนเบียดกันดู(ดูไปก็นึกอิจฉาคนที่ได้นั่งดูสบายๆ) จอหนังใหญ่กว่าสิบเมตร แต่คนเยอะ ไปช้าไม่มีที่นั่งต้องไปยืนดูอยู่ข้างๆจอห่างจากจอไม่กี่ก้าว ยืนดูหนังติดกัน 2 เรื่องแหงนคอตั้งบ่าก็ต้องทนเพราะความอยากดู หนังก็สนุก  มันช่างเป็นความบันเทิงที่ปะปนไปกับความเมื่อยต้นคอยังไงก็ไม่รู้(ทีหลังก็มาให้มันเร็วๆหน่อยนะไอ้ทิด)  สมัยนี้จะหาคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะดูหนังกลางแปลงแบบนี้จะมีไหมน๊อ เขาช่างน่ารักจริงๆ (สมัยนี้ไม่ว่าใครๆก็มีเครื่องเล่นแผ่นดูในบ้านกันหมดแล้ว เครื่องเล่นดีวีดีราคาไม่กี่ร้อย...!)

                     ที่ว่ามาเสียยาว  ก็แบบว่าอยากย้อนเวลากลับไปในอดีตเก่าๆของหนังกลางแปลง ตอนที่เทคโนโลยีความสะดวกสบายยังไม่เท่าสมัยนี้  ส่วนอนาคตก็ดูกันไป หากยังมีคนใจรักอยู่ หนังกลางแปลงก็คงไม่หายไปไหน

 




ถูกต้อง แล้วคะ คุณได้รับรางวัล 1 แสนบาทคะ.......พูดถูกใจ ให้มารับเงินตอนที่ถูกล๊อดเตอรี่ รางวัลที่ 1 นะคะ ลองดูอีกงวดคะ.....




ขอบคุณครับ เดี๋ยวจาไปรับ




คะ ครับ......




ปีใหม่ 2012 ก้าวเข้ามาพร้อมๆกับการเตรียมตัวเปิด อาเซี่ยน เหลือเวลาอีก 3 ปี เราทุกประเทศในกลุ่มจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนๆหลายคนเริ่มคิดจะทำทัวร์ ทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ผมไปดูงานก็พยายามหาถามเขาเกี่ยวกับหนังกลางแปลงในต่างประเทศ  กลับมาบ้านก็คิดถึงเม็ดเงินก้อนโตที่จะลงทุนให้สมกับความอยากมีหน่วยใหญ่ ผลงานเต็มร้อย ทั้งแสง สี เสียง เพื่อรองรับกับเจ้าภาพที่จะว่าจ้าง วันส่งท้ายปีเก่าผมนั่งดูหนัง 3 คนกับลูกน้องฉายกันเพื่อต้อนรับปีใหม่ เด็กๆสักคนก็ไม่มาดู มีแต่เสียงเพลงคาราโอเกะของแต่ละบ้านแต่ละคุ้มดังแข่งกัน ผมถามตัวเองกับลูกน้องว่า "เราจะไปทางไหนดี" เงินเดือนจะมีจ่ายไหม? ค่ากับข้าวจะมาจากไหน ? ......เราเลิกกันดีไหม?

ถามแล้วก็ถามอีกพอตื่นเช้าก็เข้าเวบ เห็นคนนั้นมีงาน คนนี้มีงาน ก็ฝันขึ้นอีกเกิดกำลังใจต่อสู้ นานหลายสิบปีที่ผมยังง่วนอยู่กับลมหายใจที่มีหนังกลางแปลงเป็นเงาตามตัว แต่เวลาข้างหน้าอนาคตหนังกลางแปลงจะเป็นอย่างไร คำตอบนี้ใครมีให้ผมบ้าง  ขอบคุณครับ




ผมขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผมตอนนี้อายุใกล้50แล้ว ได้เติบโตอยู่กับชนบทหรือบ้านนอกและชีวิตอยู่กับหนังกลางแปลงในงานวัด งานบวช งานศพ และงานแก้บน อาทิ ได้รับการเลือกต้้งเป็นผู้ใหญ่หรือกำนัน(ตอนนี้ไม่น่าจะมีแล้วเพราะอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง) ส่วนงานแต่ง ไม่นิยมจ้างหนังกลางแปลงมาฉลอง ดังนั้น หนังกลางแปลงจึงว่าเป็น มหรสพ ที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้ ในชนบทในอดีต  

ผมในวัยเยาว์เป็นผู้ชอบชมหนังกลางแปลงมากที่สุด ไม่ว่าพื่นที่ใดใกล้เคียงมีงานวัด งานศพ งานบวช ที่ได้ยินเสียงเครื่องไฟ ขยายเสียงในช่วงเวลาเย็นจึงรับรู้ได้ว่า บ้านนั้น ตำบลนั้น มีหนังกลางแปลง จะต้องรีบกินข้าวแต่หัววัน อาศัยรถไถนาข้างบ้านเป็นพาหนะเดินทางไปที่แหล่งนั้นพักผ่อนหย่อนใจ การชมหนังกลางแปลง ซึ่งเป็นความบังเทิงราคาถูกที่สุด เพราะตอนนั้นทีวี ยังไม่สามารถแพร่ภาพได้ทั่วถึง และจำนวนสถานีโทรทัศน์มีไม่กีช่อง หากย้อนประวัติศาสตร์แล้ว ช่อง 9 โมเด็นนายทีวี หรือช่อง 4 บางขุนพรหม ตั้งขึ้นประมาณปี 2496 ช่อง 5 ททบ.ตั้งขึ้นประมาณปี2500 ช่อง 7 สีที่วีเพื่อคุณ ตั้งขึ้นประมาณปี 2510 ช่อง 11 ตั้งขึ้นประมาณปี 2530 และ ช่องไอทีวี ตั้งขึ้นประมาณ ปี2538 และต่อมาก็ได้ทีวีเคเบิล ที่สามารถเลือกชมรายการต่างๆได้อย่างสมใจนึก และในปัจจุบัน(ปี 2555) การแพร่ภาพโทรทัศน์ทางดาวเทียม ซึ่งสามารถเลือกชมทีวีของต่างประเทศได้ จึงทำให้ความนิยมของผู้บริโภคได้มีทัศนคติในการชมหนังกลางแปลงเปลี่ยนไป

พอโตขึ้นช่วงวัยหนุ่ม ผมได้มีโอกาสได้ไปช่วยงานหน่วยหนังเร่ คือได้เป็นนักพากย์หนังกลางแปลง ในช่วงนั้น(ปี2530) ได้มีเครื่องเล่นวิดีโอเทป เข้ามา  โดยภาพยนตร์ ไทย จีน อินเดีย ฝรั่ง ที่ฉายตามโรงได้นำมาอัดลงม้วน และเกิดร้านเช่าวิดิโอขึ้น  เท่าที่ผมได้สัมผัสมาในช่วงนั้น คือ แต่เดิมงานศพ นั้นมีการจ้างหนังกลางแปลงไปฉาย ต่อมาเมื่อมีวิดีโอ ก็นำวิดีโอไปฉายแทน ทำให้การจ้างหนังกลางแปลงน้อยลงด้วย หน่วยหนังเร่ที่ผมได้ทำงานด้วย ได้เลิก หันไปประกอบอาชีพอื่น ผมก็เลิกพากย์หนังกลางแปลง เข้ามาเข้าเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ชึ่งไม่ได้ต่อยอดการพากย์หนังแต่ประการใด ถึงแม้มีใจรักก็ตาม เพราะเห็นว่าไม่มั่นคงต่อชีวิต จึงไปประกอบอาชีพอื่นแทน

ในปัจจุปันนี้ เทคโนโลยีระบบแสง เสียง พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก มีผลต่อทัศนคติของผู้บริโภคมา ในระบบแสง ได้พัฒนาระบบโปรเจคเตอร์ ที่มีความเข็มของแสงที่สามารถฉายในจอที่มีความกว้างเท่ากับจอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาจอแบบ LED ,LCD , PASSMA ที่มีความละเอียดของภาพ และความกว้างใกล้เคียงกับจอภาพยนตร์  และราคาไม่แพงมากโดยมีผู้ผลิตแข่งขันทางตลาดมาก  ในส่วนระบบเสียงได้มีการพัฒนาระบบโฮมเธียรเตอร์ ซึ่งเสียงคล้ายของจริงมากที่สุด

สำหรับเทคโนโลยี แหล่งกำเนิดภาพและเสียง จากเดิมชึ่งเป็นฟิล์มภาพยนตร์ที่เป็นมาตรฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ที่นิยม คือ ขนาด 35 มม. เป็นม้วนขนาดใหญ่ ก็พัฒนามาเป็นม้วนวิดีโอขนาดเล็กลงมา จากม้วนวิดีโอก็พัฒนามาเป็นแผ่นดิส มีทั้งแผ่นเลเซอร์ดิส และแผ่นดิสที่เป็น วีซีดี และดีวิดี ซึ่งมีความละเอียดของภาพเท่าระบบการออกอากาศของโทรทัศน์ และพัฒนาระบบแนวนอนภาพเป็นระบบ HD หรือ 16:9 ซึ่งมีขนาคความกว้างใกล้เคียงระบบจอภาพยนตร์ ปัจจุปันนี้ใช้เก็บเป็นไฟล์ภาพในคอมพิวเตอร์แล้วยิ่งสะดวกมากกว่าเดิมอีก

ดังนั้น อนาคตของหนังกลางแปลง สรุปได้ว่า (ความเห็นส่วนตัว)

1.ความนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถทดแทนหนังกลางแปลงได้

2. เนื่องจากมีระบบธุรกิจเข้ามา ผู้บริโภคเห็นว่าการจ้างหนังกลางแปลงต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ความคุ้มค่าทางธุรกิจน้อยมาก ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ

3. บทบาทของหนังแผ่นเป็นที่นิยมมากในสังคมไทย เพราะสะดวก หาได้ง่าย

4. บริบทสังคมไทยกับคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป รู้จักหนังกลางแปลงน้อย

 

 




ผมเริ่มมองเห็นทิศเห็นทางแล้วครับ เลิกกับเมียเลิกง่ายกว่าเลิกรักหนังกลางแปลง สงสัยต้องเดินไปด้วยกันจนวันนั้นไม่มีหนัง ไม่มีคน




ความคิดเห็นส่วนตัวครับ หน่วยหนังในอนาคตคงเปลี่ยนเครื่องฉายเป็นดิจิตอล ไปเช่าหนังดิจิตอลเขตใครเขตมันเหมือนเดิม โปรเจคเตอร์ไม่มีหนังใหม่ เพราะรอให้แผ่นออก ตอนนั้นใครก็ดูที่บ้านได้ ไปเช่าที่ร้านแค่แผ่นละ20เอง จริงมั้ยครับ ส่วนหนังกลางแปลงยังมีหนังใหม่ที่ยังไม่ออกแผ่นเหมือนเดิมจริงมั้ยครับ ผมคงไม่อดนอนเพื่อที่จะดูหนังที่มีในเครื่องคอมผมหรอก โปรเจคเตอร์เป็นการเพิ่มอรรถรสในการดูหนังครับ แต่ไม่มีหนังใหม่ รอออกแผ่นอย่างเดียว นี่แหละคือข้อเสียโปรเจคเตอร์ ปล.อยากเห็นเครื่องฉายดิจิตอลที่ฉายในโรงครับ ถ้าใครมี กรุณาด้วย ขอบคุณล่วงหน้าครับ


อย่าคิดมากนะคะ ถ้าเราชอบทำไปเถอะคะ หนังกลางแปลงอาจจะกลับมาฮอทและฮิตอีก เพราะ คนอีกส่วนหนึ่งก้อยังชอบดูหนังคะ  คิดเป็นเปอร์เซนต์ น่าจะอยู่ 99.99 เปอร์เซนต์........ศรัทธา และ เชื่อมั่นคะ คนที่มีหน่วยหนังอย่าพึ่งท้อนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ 


จัดไปให้ชมกัน

อันนี้เป็นเครื่องฉายแบบดิจิตอล ซีนีมา ที่โรงซีนีเพล็กซ์ใช้กันในตอนนี้ ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 4 ล้าน (เฉพาะตัวหลัก ได้แก่ ตัวโปรเจคเตอร์, ตัวเก็บไฟล์ภาพยนตร์ หรือ Movie Storage และอุปกรณ์ควบคุมพื้นฐาน ไม่นับอุปกรณ์เฉพาะที่เป็นระบบ 3 มิติ)

ส่วนอุปกรณ์ที่เป็นระบบ 3 มิติ อยู่ในภาพถัดลงมา เรียกว่า เครื่องทำชัตเตอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยฟิล์มโพลาไรซ์ที่แบ่งออกเป็นตาด้านซ้าย และตาด้านขวา ซึ่งจะหมุนด้วยความเร็วสูง เวลาจะฉาย เพียงแค่วางขวางหน้าเลนส์ฉายแล้วเซ็ตอัพระบบอีกที นอกจากจะฉายในระบบ 3 มิติจากไฟล์หนังโดยตรงแล้ว ยังสามารถแปลงจาก 2 มิติเป็น 3 มิติได้ด้วย ตัวนี้ราคาก็หลักล้านอยู่ ส่วนผู้ชมก็ต้องสวมแว่น 3 มิติอยู่แล้วครับ







ตราบใดที่ยังมีวัดอยู่ผมก็จะเก็บหน่วยหนังไว้เพราะยังงั้ยคนไทยก็ยังทำบุญแน่นนอน แม่นบออ้ายเฉิน น้องดอน




คงอีกไม่นาน คงได้ยินหนังกลางแปลงเจ้าแรกที่ฉายด้วยระบบดิจิตอล รอดูว่าจะเป็นเจ้าไหน คงเอาจุดนี้มาเป็นจุดขาย หรือว่าไงครับ


คืนวันนี้ขยันนิดหนึ่ง ก็เลยเฝ้าติดตามในช่วงดึก แต่วันสองวันนี้ก็จะหายไปจากเว็บแป๊บหนึ่ง มีงานเข้ามาซะแล้ว

ก่อนจะถามว่า ใครจะเป็นผู้บุกเบิกในฉายด้วยระบบดิจิตอล แบบถูกต้อง ต้องหาคำตอบนี้ให้ได้ก่อน นั่นคือ

1. ค่ายหนัง หรือผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในบ้านเรา ยินดี และพร้อมที่จะให้มีผู้ประกอบการในรูปแบบนี้แล้วหรือยัง

2. ถ้าข้อ 1 ผ่าน สิ่งที่จะตามมานั่นคือ เงื่อนไข และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง (ตรงนี้สำคัญมาก)

ผมเชื่อว่าสมาชิกคงมีคำตอบอยู่ในใจกันทุกคน

ขณะเดียวกัน ในทางปฏิบัติ ก็ยังมีผู้ที่ "สวน" กับความเป็นจริงครับ

ถ้าถามผม ผมเองก็จนปัญญาที่จะตอบเหมือนกัน

โดยส่วนตัวในเรื่องของโปรเจคเตอร์ ยุคแรกๆ ที่เคยเห็นทางทีวี ยี่ห้อ "บาร์โก้" รุ่นแรกแบบแยก 3 สี RGB ครั้งแรกที่เห็นก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา กระทั่งมาสัมผัสของจริง จากการฉายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรอีก แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบคิดและมองการณ์ไกลชนิด "เลยเถิด" ทั้งที่เวลานั้นมันยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ  แล้วหารู้ไม่ว่า การที่คิดแบบ "เลยเถิด" ที่ว่านี้ นานวันเข้ามันเกิดขึ้นมาจริงๆ ครับ

* โปรเจคเตอร์ นี้ก็ตัวอย่างหนึ่งล่ะ

* ตอนเรียนปริญญาตรีในสายครู แล้วปีนั้นมันมามีนโยบาย "ปฏิรูปการศึกษา" เกิดขึ้นพอดี ผมเขียนโน้ตไว้ยาวทีเดียว เพราะต้องเอาไปตอบในชั่วโมงเรียน แล้วเพื่อนๆ ในห้องเค้าหมั่นไส้ครับ จากปี พ.ศ. 2540 ปีนี้ พ.ศ. 2555 ก็ 15 ปี ที่ผมเคยเขียนโน้ต และตอบไว้นั้น มันเกิดขึ้นมาจริงๆ ครับ และครบทุกประเด็นด้วย

* สุดท้ายเลย ก็ตอนที่เป็น "เด็กส่งฟิล์ม" (ช่วงซัมเมอร์ ปี พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2541) ครับ ซึ่งก็เรียนรู้ระบบของเค้าไปด้วย ก็เคยโน้ตไว้เหมือนกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ อีกเช่นเคย ตามที่สมาชิกบางท่านโพสต์มานั้นแหละครับ

ก็คงพอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้บ้างนะครับว่าจะเป็นอย่างไร ทีนี้ก็ไปขบคิดกันเองแล้วครับ




     ผมเองก็อยากทำเพราะสะดวกสบายดีกว่าฉายฟิลม์ แต่ได้ปรึกษากับค่ายหนังแล้วเห็นจะงดไว้ก่อน เพราะเจอปัญหาลิขสิทธิ์ทั้งของหนัง และของแผ่น เพราะลิขสิทธิ์แยกประเภทกัน เช่นหนังค่ายสหมงคลฟิลม์จะเป็น                      ลิขสิทธิ์ของสายหนังที่ซื้อมาฉายแต่ละสาย ส่วนแผ่นจะเป็นลิขสิทธิ์ของค่ายแฮบปี้โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ซึ่งลูกชายเสี่ยเจียงเป็นผู้ดำเนินการอยู่


ข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกฟิล์ม 35 ม.ม. จากแล็บในบ้านเรา เมื่อสัก 2 เดือนก่อนเคยมีบุคคลภายนอกเว็บ โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับแล็บในบ้านเรา เนื่องจากว่ามีชาวอินเดียได้เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในบ้านเรา และปรากฏว่าแล็บในบ้านเราเจ้าหนึ่ง เค้าทำ "คัท ลิสต์" ผิดครับ (คัท ลิสต์ คือ หมายเลขโค้ดที่ปรากฏเป็นตัวเลขวิ่งบนจอ ซึ่งเกิดขึ้นตอนเทเลซีนจากฟิล์มเนกาตีฟที่ถ่ายมานั้น มาเป็นวิดีโอ ซึ่งข้อมูลของ "คัท ลิสต์" นี้จะพิมพ์เป็นแผ่นกระดาษรายงาน ซึ่งจะนำไปเรียงลำดับภาพตอนตัดต่ออีกที)

ตอนคุยกันทางโทรศัพท์นั้นคุยกันนานเลยครับ และแล้วก็ได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสต๊อกฟิล์มที่ว่านี้

ขณะนี้สต็อกฟิล์ม 35 ม.ม. ทั้งเนกาตีฟสำหรับยิงจาก "ฟิล์มรีคอร์เดอร์" (Film Recorder) ฟิล์มโพสิตีฟสำหรับปรินต์ ในขั้นตอนโพสต์ โปรดักชั่น ทั้ง 3 แล็บ เริ่มร่อยหรอไปเรื่อยๆ ประมาณการว่าภายใน 3 ปี (บวกลบ 1 ปี) หมดเกลี้ยง ไม่มีออร์เดอร์อีกแล้ว ฟิล์มที่ใช้ก็มี 3 ยี่ห้อครับ ที่เป็นเนกาตีฟและโพสิตีฟก็มี โกดัก และ ฟูจิ (สังเกตหนังไทยจากค่าย "สหมงคลฟิล์ม" จะมี "ฟูจิ" เป็นสปอนเซอร์ที่ใบปิด และช่วงหัวหนัง) ที่เป็นโพสิตีฟอย่างเดียว คือ "อั๊กฟ่า" ซึ่งเหมาะสำหรับเจ้าของหนังที่ต้องการประหยัดงบ ที่สำคัญมีสัดส่วนปริมาณมากกว่า 2 ยี่ห้อแรกที่กล่าวมาเสียอีก (ตอนนี้ตัวแทนจำหน่าย คือ "เบอร์ลี่ ยุคเกอร์" ยุติการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "อั๊กฟ่า" ไปนานมากแล้ว)

ผู้นำเข้าฟิล์ม อย่าง "โกดัก" ตอนนี้ก็เป็นบริษัทเล็กๆ ไปแล้ว มุ่งไปที่กล้องถ่ายภาพดิจิตอลเป็นหลัก ส่วน "ฟูจิ" ก็เช่นกัน ยิ่งฟิล์มเนกาตีฟสำหรับถ่ายทำ ไม่ต้องเอ่ยถึงครับ หมดเกลี้ยง ทั้ง 2 บริษัทไม่ได้สั่งเข้ามาอีกแล้ว 

ผู้กำกับหนังไทย อย่าง "ท่านมุ้ย" (มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) ซึ่งตลอดที่ผ่านมา จะถ่ายทำด้วยฟิล์ม จะบอกว่าเป็นผู้กำกับรุ่นท้ายๆ แล้วที่ถ่ายด้วยฟิล์ม ซึ่งหนังเรื่อง "นเรศวร" หรือ "เพชรพระอุมา" หนึ่งในสอง หรือทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเรื่องท้ายๆ แล้วที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม และเนื่องจากผมมีไฟล์ MP4 ตัวอย่าง "พระนเรศวร" ทั้งภาค 3 และ 4 ในความละเอียด HD ทั้งแบบ 720 และ 1080 ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟิล์มครับ (หนังเรื่อง "คนโขน" ก็ถ่ายด้วยฟิล์มเช่นกัน) ลักษณะของภาพ HD ที่มาจากฟิล์ม กับแบบดิจิตอลจะแตกต่างกันจนสังเกตได้

ประเด็นตรงนี้ก็ทราบมาได้ 2 ปีเศษ จากการพบปะพูดคุยกันของสมาชิกเวลามีจัดกิจกรรม และข้อมูลดังกล่าวก็เชื่อถือได้ ดังนั้นทางผู้สร้างหนังไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายหนังต่างประเทศเค้าทราบมาโดยตลอด และต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านครับ อย่าลืมว่าปัจจุบัน มุ่งเน้นรายรับจากโรงภาพยนตร์เป็นหลักนะครับ ในส่วนของสายหนังต่างจังหวัดซึ่งมีโรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลง ก็จะเน้นที่โรงภาพยนตร์เช่นกันครับ หนังกลางแปลงถือเป็น "น้ำจิ้ม" เท่านั้นเอง แต่ก็มีบางโซนที่ไม่ให้ความสำคัญอีกเลย

ทั้ง 2 ข้อที่ผมกล่าวไว้ในช่วงดึกนั้น จะเป็นผู้ตัดสินในอนาคตครับ ส่วนผมปรับตัวไปก่อนหน้าแล้วครับ




เห็นด้วยกับข้อมูลของครูอนุกุล ในข้อมูลด้านเทคนิค คือเรื่องระบบฉายและฟิล์มภาพยนต์ และข้อมูลด้านธุรกิจในเรื่องลิขสิทธิ์ 

นอกจากนี้ ค่านิยมของคนชนบทในปัจจุปันนี้ไม่นิยมชมหนังกลางแปลงแล้ว ส่วนโรงภาพยนตร์ก็เริ่มไม่นิยมไปเสียค่าชมกันแล้ว จะเห็นได้จากธุรกิจโรงหนังทุกจังหวัด เลิกกิจการไปมากแล้ว 

การพัฒนาภาพยนตร์ ในด้านการฉาย ปัจจุบันเริ่มมีระบบ 3 มิติ อย่างแพร่หลายและเป็นจุดขายของหนัง และเริ่มจะมีระบบ 4 มติ เข้ามาแล้ว

 

 




ขอขุดกระทู้นี้ขึ้นมาและกันครับ พอดีไปเจอมาที่เวปเพื่อนบ้านเราครับ

http://www.pantown.com/board.php?id=26504&area=4&name=board1&topic=5742&action=view (พอดีฝากลิ้งไม่เป็น ขอโทษด้วยครับ)

แหล่งข่าวดูก็น่าเชื่อถือ เครดิตคุณ สโตร์เร่ร่อน ของเวปเพื่อนบ้านครับ ...............อ่านแล้วรู้สึกหดหู่จังเลยครับ




* จากลิงค์ที่แนบมา ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ ข้อมูลมันผสมปนเปกัน เพราะ pantip ก็เอาจาก thaicine ไปเช่นกัน

* ก่อนหน้านี้ก็ทราบมาคร่าวๆ ว่าทางค่ายหนังไทยหลักๆ จะเก็บภาพยนตร์ลงใน Movie Storage (หลักการเดียวกับ HDD ไดร์ฟ หรือแฟลชไดร์ฟ แต่ความจุเป็นเทระไบต์ เนื่องจากมีความละเอียด 2 K) และบางโรงก็เริ่มฉายแบบดิจิตอลไปแล้ว คนดูยังไม่ทราบเลย สำหรับผมแยกออกครับ

ส่วนโรงหนัง "ธนาฯ" ก็เคยทราบมาเช่นกันว่าก็กำลังเล็งๆ ในเรื่องการระบบการฉายแบบ "ดิจิตอล" เช่นกัน ขณะเดียวกันก็ต่อยอดไปถึงธุรกิจในสายหนังด้วย ก็คงไม่อาจที่จะคาดการณ์ได้

* เพิ่มเติมนิดหนึ่ง องค์ประกอบหรือคุณลักษณะของ คำว่า "ภาพยนตร์" ในนิยามของผม หมายถึงแบบนี้ครับ

- ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำและฉายด้วยฟิล์ม หรืออุปกรณ์อื่นใดที่ทำให้ภาพและเสียงปรากฏขึ้นได้

- ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ขณะที่ประเภท Direct to Video เช่น บรรดา "เทเลมูฟวี่" ทั้งหลายทั้งที่ลงแผ่น หรือออกอากาศทางโทรทัศน์ ไม่นับ (แต่ยกเว้นให้เฉพาะ "ซีรีส์" หรือแบบตอนเดียวจบ สำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม ยังถือว่าเป็น "ภาพยนตร์" ครับ)

- สำหรับหนังต่างประเทศ ที่เคยอยู่ใน Line Up (รายชื่อหนังที่สั่งเข้ามาฉาย) ของค่ายหนังในบ้านเรา แล้วอยู่ๆ ถูกถอดออกไป ก่อนที่จะไปปรากฏเป็นแผ่น ยังถือว่าเป็น "ภาพยนตร์" นะครับ เพราะมีหลักฐานการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของต่างประเทศด้วย (จะเป็นฟิล์ม หรือดิจิตอลก็ตามแต่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ)

- หนังสั้น หนังสารคดี หนังนอกกระแส (ที่เรียกว่า "หนังอินดี้") หนังที่ค่ายหนังบ้านเราไม่ได้สั่งเข้ามาฉาย ถ้ามีการฉายในโรงภาพยนตร์ไม่ว่าในรูปแบบฟิล์ม หรือดิจิตอล ก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป




ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหนังโรง หรือ หนังกลางแปลง ก็ไปเทียบกับสมัยก่อนไม่ได้อยู่แล้ว สมัยนี้ความบันเทิงในด้านนี้มันเข้าไปอยู่ถึงในห้องนอนได้ง่ายมากเพียงชั่วลัดมือเดียว กดๆ คลิ๊กๆ เดี๋ยวก็ได้ดูหนังแล้ว(บางทีก็ฟรีซะอีก..เฮ้อ..)

                                 แต่ผมคิดว่าภาพ+ยนต์จะอยู่กับคนที่มีใจรักในด้านเครื่องกลไกต่างๆ(ยกตัวอย่างแบบคุณกิต คนชอบกลไก) ชอบปรับโน่นแต่งนี่ ไม่ชอบอะไรที่เป็นแบบบะหมี่สำเร็จรูป อย่างเครื่องฉายสมัยใหม่  ก็โอ.เค.มันง่าย แต่ถ้าง่ายมากไปความภูมิใจมักจะไม่เกิด(สำหรับผมนะครับ) สู้อะไรที่เราลุยๆเองไม่ได้ บางครั้งมันมีความภูมิใจลึกๆ ว่าเราสร้างมันขึ้นมา ประกอบมันขึ้นมากับมือ อะไรแบบนี้น่ะครับ (แต่ถ้าบางอย่างไม่ไหวก็ต้องพึ่งปรมาจารย์ช่างในเวปนี้ด้วยครับ ช่วยๆกัน)

                                 คนที่จะมีใจรักในด้านนี้ก็จะต้องมีความเป็นช่างอยู่ในตัวด้วยไม่มากก็น้อย จะรักชอบเฉยๆแต่ไม่รู้อะไรเสียเลยก็เล่นลำบาก ใจรัก+ฝีมือ เป็นไงครับคำนี้

                                  ถ้าใจไม่รักจริงๆ คงไม่มานั่งกรอฟิล์ม ห้า-หกม้วนด้วยมือหรอกครับ สู้เอาง่ายๆเล่นกับคอมพิวเตอร์ดีกว่า

                                   รู้ไหมครับว่าการกรอหนังด้วยมือ ตั้งห้าหกม้วน จะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้อที่แขนช่วงหน้าอกจะแข็งแรง หน้าท้องจะลดลง เพราะต้องเกร็งอยู่ตลอด ยิ่งฉายหลายเรื่องร่างกายก็จะยิ่งแข็งแรง พอเหงื่อออก ร่างกายก็จะหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา ทำให้ใจเบิกบานมีความสุขพร้อมที่จะฉาย  ยังไม่รวมเรื่องที่จะต้องยกหัวฉายอีก ที่ได้เหงื่อดีจังเลย

 แล้วก็ทำให้หัดเป็นคนช่างสังเกตุ  อย่างการดูว่าฟิล์มชำรุดเสียหายตรงไหนบ้าง ยิ่งในสมัยก่อนฟิล์มรุ่นเก่ายิ่งต้องตรวจฟิล์มก่อนฉายให้ดีเลยทีเดียว

                                     เห็นไหมครับว่า มันมีประโยชน์แอบแฝงอยู่มากมายที่เครื่องฉายดิจิตอลไม่มี มันเป็นเหมือน อุบายของคนโบราณ เพราะฉะนั้น จงรักภาพ+ยนต์ต่อไปเถอะนะครับ

                                      ป.ล.ตอนนี้ผมกำลังคิดจะติดมอเตอร์ไว้สำหรับกรอหนังอยู่ครับ(อ้าว...แหะๆๆๆ)




ไม่ว่าจะเป็นระบบฟิล์ม หรือดิจิตอล มันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียที่มาจากคุณสมบัติของมัน

ดิจิตอลมันสะดวกก็จริงครับ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจัดเก็บ และดูแลรักษาข้อมูล (ไฟล์หนัง) ให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับคนอื่นนั้น ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมถือเป็นเรื่องสำคัญ และต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกับฟิล์ม เพราะข้อมูลดิจิตอลมีโอกาสอาจจะสูญหาย หรือเสียหายได้ทุกเมื่อ

แม้แต่ผมเอง ซึ่งเคยเก็บสะสมฟิล์มตัวอย่างหนังเป็นจำนวนมาก ที่เป็นหนังเรื่องยาวก็มีนิดหน่อย ก็ยอมรับตามตรงว่า ที่ผ่านมาก็เริ่มเก็บหนังตัวอย่างที่เป็นหนังเข้าใหม่ในรูปแบบ "ดิจิตอล" ในสัดส่วนปริมาณที่เยอะกว่าฟิล์มเสียอีก (ขั้นต่ำต้องความละเอียด 640 * 480 หรือเป็น HD ถ้าไม่เป็นไปตามสเป็ค ก็ต้องเก็บในรูปของฟิล์มอยู่ดี) ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก

กับฟิล์มอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไงๆ ก็ต้องเก็บในรูปแบบ "ดิจิตอล" ไม่มีทางหลีกเลี่ยง นั่นคือฟิล์มที่เป็น "เซลลูลอยด์" เนื้อธรรมดาทั้งหลายที่เสี่ยงต่ออาการเน่าตายอันเนื่องจากการเสื่อมสภาพ รวมทั้งฟิล์ม "โพลีเอสเตอร์" ที่มีปัญหาเรื่อง "สีเฟด" ด้วย ซึ่งการเก็บในรูปแบบดิจิตอลนี้ ก็จะปรับแต่งเป็นบางกรณีเพื่อรักษาลักษณะเฉพาะของฟิล์มไว้ ฟิล์มเดิมเป็นอย่างไร ตัวดิจิตอลก็ต้องเป็นแบบนั้น

ตามที่สมาชิกนามว่า KIP บอกไว้ก็มีส่วนถูกครับ ขณะที่ "ดิจิตอล" ก็ต้องออกแรง และต้องช่างสังเกตเหมือนกันครับ




ภาพยนตร์ เป็นธุรกิจการค้า อะไรที่มันลดต้นทุนได้ ก็มีการพัฒนาโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงเพื่อความสะดวกสบายของผู้บริโภคได้ เราจะต้องปรับไปตามกาลเวลา และก็ยังคงอนุรักษ์รักษาของดังเดิมไว้ด้วย


เลือกหน้า
[1]
จำนวนหัวข้อทั้งหมด 123

** กระทู้นี้ถูกปิดแล้ว **

กลับขึ้นข้างบน / กลับหน้าแรก

ค้นกระดานข่าว:


ถูกเปิด: 951976 ถูกคลิ๊กแล้ว: 55021292 ตอนนี้มีผู้เข้าใช้ : 9+ ล่าสุด :จุ่น , ป๋อง มาสเตอร์วัน , deang , เต่ , ขอเป็นสมาชิกใหม่ด้วยคนครับ , อูดลูกพระอิน , สุพัตราภาพยนตร์ , รังสรรค์ , บิ๊กโทนภาพยนตร์ , พุ่มโพธิ์ฟิล์มทอง.อํานาจเจริญ ,